กระทรวงอุตฯจับมือสมุทรสาคร ร่วมปฏิบัติการตรวจเข้ม รง.ไม่แจ้งข้อมูลกิจการฐานกากของเสีย “หวั่นก่อมลพิษ”

ข่าวทั่วไทย26 ก.ย. 2566 • 18:20 น.
กระทรวงอุตฯจับมือสมุทรสาคร ร่วมปฏิบัติการตรวจเข้ม รง.ไม่แจ้งข้อมูลกิจการฐานกากของเสีย “หวั่นก่อมลพิษ”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่เขตอำเภอเมือง จ.สมุทรสาคร นายวิษณุ ทับเที่ยง ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมเจ้าหน้าที่กรมโรงงานอุตสาหกรรม พร้อมส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกับอุตสาหกรรม จ.สมุทรสาคร ลงพื้นที่เพื่อร่วมตรวจสถานประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมย่างเข้มข้นในพื้นที่ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร จำนวน 2 แห่ง ได้แก่ โรงงานผลิตลวดเหล็ก และโรงงานผลิตพลาสติก

โดยนายวิษณุ ทับเที่ยง กล่าวว่า ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมได้มีโครงการปฏิบัติงาน “สุดซอย” ในการตรวจเข้มโรงงานนอกกรอบที่ไม่รายงานข้อมูลการประกอบการอุตสาหกรรมตามกฎหมาย โดยผ่านระบบการลงทะเบียนลูกค้ากระทรวงอุตสาหกรรม (i-Industry) และระบบการรายงานข้อมูลกลาง (iSingleForm) โดยลงตรวจโรงงานแบบบูรณาการ “ดิน น้ำ ลม ไฟ”
 
“ซึ่งปรากฏว่า พบจำนวน 2 โรงงาน ไม่มีผลการรายงานผ่านระบบดังกล่าวมาแล้ว 2 ปี โดยการลงพื้นที่ร่วมกันปฏิบัติการในครั้งนี้ หลังจากที่กระทรวงอุตสาหกรรมได้มีมาตรการเข้ม คือ การใช้ทุกกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการผู้ประกอบกิจการอุตสาหกรรม ในการตรวจสอบและคุมเข้ากับ รง.อย่างละเอียดและอย่างเข้มข้น (สุดซอย) ครอบคลุมทุกมิติทั้ง 4 ด้าน ได้แก้ ดิน, น้ำ, ลม และลดปัญหา PM 2.5 ซึ่งใช้กำกับดูแลเพื่อควบคุมในการดำเนินการเรื่องกากอุตสาหกรรมอย่างเข้มงวด เพื่อไม่ให้มีการลักลอบทิ้งลง “น้ำ” ที่อาจระบายน้ำเสียออกนอกบริเวณโรงงาน หรือแม่น้ำลำคลอง ส่วน “ลม” คือ กำกับดูแลการปล่อยมลพิษทางอากาศ เช่น การลักลอบเผาอ้อยเพื่อลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 และ 4 คือ “ไฟ” กำกับดูแลความปลอดภัยต่างๆ ในโรงงาน รวมทั้งการตรวจสอบอุปกรณ์ภายในโรงงาน ทั้งนี้หากใคร พบความผิดจริงก็จะดำเนินการไปตามกฎหมายทันที โดยมีโทษร้ายแรงถึงขั้นการเพิกถอนใบอนุญาตได้ เป็นต้น
 
สำหรับผลจากการเข้าตรวจโรงงานทำลวดเหล็ก ที่พบขาดการรายงานรวม 2 ปีติดต่อกัน แม้ว่า จะยังไม่พบทำผิดทั้ง 4 ด้าน แต่พบความผิดฐานไม่รายงานเรื่องของการขนกากอุตสาหกรรม (หรือฝุ่นเหล็ก) ออกนอกโรงงานผ่านระบบ i-Industry และระบบ iSingleForm อย่างไรก็ตามโดยใน เบื้องต้นจะมีการแนะนำสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับด้านการรายงาน ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมมีกำหนด ขณะที่การเสียค่าปรับ แต่หากพบความเพิกเฉยยังไม่รายงานหรือกระทำผิดซ้ำ ก็ต้องสั่งลงโทษขั้นสูงไปตามลำดับของกระบวนการทางกฎหมาย

“ที่ผ่านมาเคยมีปรับถึง 200,000 บาทเลยทีเดียว แต่มาในปี 2566 นี้ได้มีการพิจารณาโทษปรับใหม่ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับสถานประกอบการขนาดเล็กที่อาจจะละเลยการรายงานในลักษณะนี้ โดยมีอยู่ราว 10 เปอร์เซ็นต์ จากโรงงานอุตสาหกรรมทั่วประเทศ ซึ่งการตรวจสอบเชิงลึกทั้ง 4 ด้าน ที่โรงงานแห่งนี้นั้นก็จะต้อรอผลการตรวจสอบ ทั้งนี้ทั้งนั้น หากพบการกระทำความผิด ในผู้ประกอบการที่อาจอให้เกิดอันตรายต่อ ปชช. และก่อเหตุเดือดร้อนรำคาญ ทีส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ก็ต้องดำเนินการไปตามกฎหมายกับผู้ประกอบกิจการ-โรงงานและสั่งลงโทษอย่างจริงจังทันทีต่อไป”