ตร.ภาค 1 โชว์ผลงานจับกุมยาเสพติดเครือข่าย “เฮียเยะ เชียงราย” พร้อมของกลางมูลค่ากว่า 35 ล.
ตำรวจภูธรภาค 1 ร่วมกับจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สำนักงาน ปปส.ภาค 1 จัดแถลงข่าวจับกุมยาเสพติดเครือข่าย “เฮียเยะ เชียงราย” สกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติดจากภาคเหนือสู่ภาคกลาง พร้อมของกลางยาบ้า 1.73 ล้านเม็ด มูลค่ากว่า 35 ล้านบาท
วันที่ 6 ก.พ.66 พล.ต.ท.จิรพัฒน์ ภูมิจิตร ผบช.ภ.1 นายนิวัฒน์ รุ่งสาคร ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พล.ต.ต.ชยานนท์ มีสติ ผบก.ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา นายประสาร หยงสตาร์ ผอ.ปปส.ภาค 1 เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม ร่วมกันแถลงข่าวการจับกุมเครือข่ายลำเลียงยาเสพติดจากภาคเหนือ "เฮียเยะ เชียงราย" เพื่อนำมาจำหน่าย และแพร่กระจายในภาคกลางและภาคตะวันตก พร้อมของกลางยาบ้า 1.73 ล้านเม็ด มูลค่ากว่า 35 ล้านบาท ซึ่งการจับกุมครั้งนี้เป็นการบูรณาการ เจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรภาค 1 ศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ปปส.ภาค 1 ปปส.ภาค 5 ที่ได้ร่วมกันสืบสวนขยายผลจากการจับกุมคดียาเสพติดรายสำคัญที่ถูกจับกุมในพื้นที่ทุกคดี จนนำไปสู่การจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 5 ราย ซึ่งมีพฤติการณ์ในการนำยาเสพติดจากภาคเหนือ ส่งให้เครือข่ายในภาคกลางในครั้งนี้ ณ กองบังคับการตำรวจภูธรพระนครศรีอยุธยา
สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นายบุญหลง (ขอสงวนนามสกุล) หรือหลง อายุ 42 ปี ลำเลียงยาเสพติดเข้าสู่พื้นที่ภาคกลาง โดยใช้เส้นทางถนนสายเอเชีย จึงประสานให้ สภ.มหาราช ตั้งจุดสกัดที่ถนนสายเอเชีย กม.47 บริเวณหน้าตู้ยาม ต.02 สภ.มหาราช ต.ท่าตอ อ.มหาราช จ.พระนครศรีอยุธยา ส่วนกำลังเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมที่เหลือ ได้วางกำลัง เฝ้าสังเกตการณ์ตามเส้นทางหลักและรอง เพื่อจะสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติดในครั้งนี้
ต่อมา เมื่อเวลาประมาณ 12.30 น. ของวันเดียวกัน นายบุญหลง และ นายสรวิชญ์ ได้ขับรถตู้ของกลางที่ใช้บรรทุกยาเสพติดมาถึงจุดสกัดของ สภ.มหาราช เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม จึงเรียกให้หยุดและแสดงตนเข้าตรวจ ผลการตรวจค้นพบยาเสพติดของกลางซุกซ่อนอยู่ที่พื้นและเพดาน ของรถที่ทำเป็นช่องลับเพื่อซุกซ่อน พบ 1.ยาเสพติดยาบ้าหรือเมทแอมเฟตามีน ซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 รวม 1,739,980 เม็ด 2.แฮปปี้ วอเตอร์(HAPPY WATER) ซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 ลักษณะเป็นผงสีน้ำตาลคล้ายกาแฟสำเร็จรูป แบบ ทรีอินวัน จำนวน 34 ซอง 3.อีลิมิน5(ERIMIN5) หรือ ไฟว์ ไฟว์ ซึ่งเป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท ประเภท 2 จำนวน 1,690 เม็ด พร้อมรถยนต์และรถตู้ จำนวน 3 คัน
ซึ่งยาเสพติดทั้งหมด หากนำไปจำหน่ายในท้องตลาดจะมีมูลค่าสูงถึง 35 ล้านบาท และสามารถจับกุม น.ส.กัญญารัตน์ (ขอสงวนนามสกุล) หรืออ๊อฟ อายุ 33 ปี ทําหน้าที่ขับรถนำสำรวจเส้นทางการลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ภาคเหนือเข้าสู่ภาคกลาง นายวิฑูรย์ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 47 ปี ทำหน้าที่รับยาเสพติดต่อจากกลุ่มผู้ลำเลียงยาเสพติดจากภาคเหนือแล้วนำไปส่งให้กับนักค้าในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันตก น.ส.ณัฐชา (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 44 ปี ทำหน้าที่รับยาเสพติดต่อจากกลุ่มผู้ลำเลียงยาเสพติดจากภาคเหนือแล้วนำไปส่งให้กับนักค้าในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันตก โดยตั้งข้อหาร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 และวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิต และประสาทประเภท 2 โดยการมีไว้เพื่อจำหน่าย และเป็นการกระทำเพื่อการค้าและก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน และร่วมกันปลอมหรือใช้เอกสารราชการปลอม (แผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์)
นายนิวัฒน์ รุ่งสาคร ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า ปฏิบัติการในครั้งนี้ ถือเป็นความสำเร็จที่ต้องชื่นชมการทำงานของเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมทุกนาย ที่ได้ประสานความร่วมมือกันและสามารถจับกุมผู้ต้องหารายสำคัญรายนี้ พร้อมได้ของกลางจำนวนมาก มีมูลค่ารวมกว่า 35 ล้านบาท โดยได้ขยายผลไปยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดด้วย ยังมีของกลางอีกบางส่วนรอการตรวจพิสูจน์ ซึ่งก็เป็นไปตามนโยบายของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี/รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหม นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่ากระทรวงมหาดไทย นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.จิรพัฒน์ ภูมิจิตร ผบช.ภ.1 ที่ได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สนธิกำลังร่วมกันในการป้องกันปราบปรามยาเสพติดอย่างต่อเนื่อง ให้เพิ่มความเข้มงวดโดยเน้นการเร่งรัดในการปราบปราม จับกุมกลุ่มผู้ค้าทุกรายให้หมดสิ้นไปโดยเร็ว
สำหรับจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และตำรวจภูธรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พล.ต.ท.จิรพัฒน์ ภูมิจิตร ผบช.ภ.1 ได้กำชับในการประสานการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการทำงานและให้เร่งรัดดำเนินการกับผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดทุกรายในทุกมิติ ทั้งด้านการป้องกัน ปราบปราม การบำบัดรักษา อย่างจริงจังต่อเนื่อง นอกจากนี้ ได้ขยายผลไปตรวจยึดทรัพย์สินที่เชื่อว่าเกี่ยวเนื่องกับการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ของนายบุญหลงฯ กับพวก ในพื้นที่ จ.เชียงราย โดยยึดทรัพย์สินไว้เพื่อทำการตรวจสอบเป็นทองแท่งและ ทองรูปพรรณ,รถแทรคเตอร์ รถบรรทุก รถยนต์กระบะ และรถยนต์ตู้,เงินสด และบัญชีธนาคาร หลาย รายการ รวมมูลค่าทรัพย์สินที่ตรวจยึดประมาณ 20 ล้านบาท ซึ่งจะได้มีการขยายผลตรวจสอบทรัพย์สิน และเส้นทางการเงินของเครือข่ายยาเสพติดนี้จนถึงที่สุดต่อไป