ทวงคืนพื้นที่โบราณสถานพันปีห้วยแถลงโคราชโต้ไม่จบ​ ทายาทเจ้าของที่ดินร้องยันสิทธิ์ 

ข่าวทั่วไทย15 ก.พ. 2566 • 07:08 น.
ทวงคืนพื้นที่โบราณสถานพันปีห้วยแถลงโคราชโต้ไม่จบ​ ทายาทเจ้าของที่ดินร้องยันสิทธิ์ 

 

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 15 กุมภาพันธ์ ที่สำนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาจักราช นายแวว  สืบค้าและนายสุข  สืบค้า ทั้ง 2 คน เป็นลูกชายนายโพธิ์  สืบค้า ผู้รับมอบที่ดิน 20 ไร่ จากนางกลม  คุยสูง แม่ยาย ที่ตั้งหมู่ 14 ต.หลุ่งตะเคียน อ.ห้วยแถลง จ.นครราชสีมา ในปัจจุบันเดินทางมายื่นเอกสารหลักฐานขอคัดค้านการออกโฉนดที่ดินของนางสม  ดอนสว่าง ได้ยื่นคำร้องขอออกโฉนดเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2565 และได้รังวัดที่ดินวันที่ 16 พฤศจิกายน 2565 

นายแวว ลำดับเหตุการณ์ว่า หลังนายโพธิ์ เสียชีวิต ผู้แจ้งเป็นทายาทเป็นผู้รับให้ที่ดินแปลงพิพาทซึ่งเป็นที่สาธารณะแต่ไม่ติดใจกรรมสิทธิ์และผู้ครอบครองที่ดินละแวกนั้นได้อุทิศให้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน เมื่อขุดลงไปในดินรอบโคกปราสาทจะพบของโบราณ เช่นหม้อ,ไหเป็นประจำ ผู้ปกครองท้องที่ร้องขอไม่ให้ผู้ทำกินละแวกดังกล่าวครอบครองจึงได้อาศัยทำกินเรื่อยมา ปี 2537 กรมศิลปากรได้สำรวจเอกสารสิทธิ์เพื่อขึ้นทะเบียนโบราณสถาน ผู้แจ้งทราบดีแต่ไม่คัดค้านเนื่องจากมีข้อตกลงกันตามเอกสาร ภ.ด.ส ครอบครองพื้นที่ 12 ไร่ 1 งาน 38 วา อ้างอิงใบเสร็จรับเงินภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างรวมทั้งแบบแสดงรายรายการที่ดินขององค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) หลุ่งตะเคียนนางสาวบุญเหลือ  ผาสุขสม ปลัด อบต. ฯ ลงนามในฐานะเจ้าพนักงานรัฐ วันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 นายสม  ดอนสว่าง ได้ขอแบ่งซื้อสิทธิ์ที่ดินเพื่อการเกษตรโดยไม่มีเอกสารสิทธิ์จำนวน 1 ไร่ 3 งาน 70 ตารางวา ราคา 192,500 บาท ในสัญญาซื้อขายที่ทำที่วัดโคกปราสาทระบุชื่อนางสาวบุญเหลือ  ผาสุขสม เป็นหนึ่งในพยาน ต่อมาได้ขายสิทธิ์ที่ดินเพื่อการเกษตรโดยไม่มีเอกสารสิทธิ์แบ่งให้กับผู้ที่ซื้ออีกราย เพื่อปลูกสร้างบ้านริมน้ำ อ้างเพื่อปฏิบัติธรรม 

นายสุข ผู้ถือครองเอกสาร ภ.บ.ท.5 ครอบครองพื้นที่ 6 ไร่ 70 วา ระบุที่ดินตั้งอยู่หน่วยที่ 1 เลขสำรวจ 340 และมีเอกสารเป็นแบบบัญชีรายการที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของ อบต.หลุ่งตะเคียน ไม่เคยขายสิทธิ์ที่ดินให้กับใครและที่ดินไม่ได้อยู่ในแนวเขตของโบราณสถานปราสาทบ้านหลุ่งตะเคียน ปี 2536 นายเอี๋ยว  ผลพิมาย อดีตผู้ใหญ่บ้านหลุ่งตะเคียน ได้นำรังวัดที่ดินเพื่อให้กรมศิลปากรขึ้นทะเบียนเขียนไว้ในบันทึกกรณีที่ดินเป็นที่ดินสาธารณะขนาด 110 ไร่ 5 วา ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นโฉนดเลขที่ 18286 ของนางชัชฎาภรณ์  อัคสิงห์),ทิศตะวันออกจดทางสาธารณะประโยชน์,ทิศตะวันตกจดนายแพง ไร่พิมาย(พี่ชายพระฉลวย อาภาธโร ปัจจุบันทราบว่าขายให้นางสำรวย ไตรแก้ว/ภรรยาพระฉลวย),นาย โพธิ์ สืบค้า,นายสมหมาย คูณหัวโทน ผู้แจ้งฯทั้งสองไม่ติดใจจะครอบครองกรรมสิทธิ์ เพราะทราบดีว่าที่ดินเป็นที่ดินสาธารณะซึ่งสภาตำบลหลุ่งตะเคียนซึ่งขึ้นทะเบียนสาธารณประโยชน์ไว้ได้ยินยอมให้กรมศิลปากรขึ้นทะเบียนโบราณสถานตามหนังสือตอบรับของนายหนูไกร เริญไธสง ประธานสภาตำบลหลุ่งตะเคียนในวันที่ 4 เมษายน 2537  
กระทั่งช่วงเดือนกรกฎาคม 2565 นางสม ดอนสว่าง ได้ขอยืมส.ค.1 เลขที่ 18 จากนางพวง สืบค้า โดยอ้างว่าขอยืมเพื่อให้ผู้ใหญ่ดูเพราะมีการตรวจสอบจากเหตุโดนชาวบ้านไล่ที่ โดยประมาณเดือนกันยายนได้ไปขอสค.1คืน แต่นางสมฯอ้างว่ายังทำธุรกรรมไม่เสร็จ ก่อนจะพบว่านางสมฯได้นำสค.1ของผู้แจ้งฯไปขอออกโฉนดในวันที่ 29 กันยายน 2565

จึงได้ตรวจสอบข้อมูลและขอดูเอกสารจากนายละมุน บังพิมาย รองนายก อบต.หลุ่งตะเคียน พบว่านางสมฯให้การเท็จกับสำนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาจักราชในคำขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือโฉนดที่ดินว่า ที่ดินแปลงนี้ได้เข้าครอบครองและทำประโยชน์ตั้งแต่ 2535 ได้ที่ดินมาโดย ซื้อมาจากนายแวว สืบค้า เมื่อปี พ.ศ 2535 นายแววฯรับให้ที่ดินมาจากนายโพธิ์ สืบค้า(บิดา) ส่วนนายโพธิ์รับให้ที่ดินมาจาก นางกลม คุยสูง(มารดาของภรรยา) ซึ่งนางสมได้แนบสำเนาส.ค.1หมายเลข18ของผู้แจ้ง ซึ่งปัจจุบันได้ทำประโยชน์โดยเป็นที่บ้าน มีบ้านพักอาศัย ทำนาและทำสวนภายในบริเวณ ผู้แจ้งฯทั้ง 2 คนเกรงว่าจะเสียสิทธิ์ในที่ดินเพื่อการเกษตร โดยไม่มีเอกสารสิทธิ์ จึงได้เดินทางไปลงบันทึกประจำวันที่ที่สภ.เมืองพลับพลา และขอคัดค้านการออกโฉนดของนางสม ดอนสว่าง ตลอดจนต้องการทวงคืนส.ค.1 หมายเลข 18 ที่เป็นของตนกลับคืนมาโดยเร็ว