บุรีรัมย์ยังแล้ง "น้ำมูล" ลดต่ำกระทบอาชีพเลี้ยงปลากระชังต้องชะลอเลี้ยงหลังน็อกตายกว่า 20 ตัน

ข่าวทั่วไทย28 ส.ค. 2567 • 12:46 น.โดย ขวัญชัย หาญประโคน
บุรีรัมย์ยังแล้ง "น้ำมูล" ลดต่ำกระทบอาชีพเลี้ยงปลากระชังต้องชะลอเลี้ยงหลังน็อกตายกว่า 20 ตัน

บุรีรัมย์ยังคงเผชิญภัยแล้งฝนทิ้งช่วง นาข้าวบางพื้นที่ขาดน้ำหล่อเลี้ยงเริ่มเหี่ยวแห้งตาย   ขณะ "น้ำมูล" ซึ่งเป็นสายน้ำหลักที่ใช้ทั้งอุปโภคบริโภค เป็นแหล่งเลี้ยงปลากระชัง และหาปลาของชาวประมง  กลับมีระดับต่ำต่อเนื่อง 2 ปีซ้อน  ส่งผลกระทบทำให้ต้องชะลอการเลี้ยงเพราะน้ำน้อยออกซิเจนไม่พอ ก่อนหน้านี้ปลาน็อกตายกว่า 20 ตันขาดทุนยับ  วอนรัฐสำรวจสร้างเขื่อนยางแก้ปัญหายั่งยืน

วันที่ 28 ส.ค.67 ผู้สื่อข่าวรายงาน ว่า แม้ช่วงนี้หลายจังหวัดทางภาคเหนือกำลังประสบปัญหาน้ำท่วมหนัก   แต่ที่จังหวัดบุรีรัมย์กลับยังเผชิญภาวะภัยแล้งฝนทิ้งช่วง  นาข้าวบางพื้นที่ขาดน้ำหล่อเลี้ยงเริ่มเหี่ยวแห้งตาย ขณะน้ำในลำน้ำมูลที่ไหลผ่านอำเภอสตึก   จ.บุรีรัมย์  ซึ่งเป็นสายน้ำหลักที่ใช้หล่อเลี้ยงชีวิตทั้งอุปโภคบริโภค  เป็นแหล่งเลี้ยงปลาในกระสัง  และหาปลาเลี้ยงชีพของชาวประมง  ปัจจุบันมีสภาพลดต่ำจนเห็นตอหม้อสะพาน  ส่งผลกระทบกับชาวบ้านที่มีอาชีพเลี้ยงปลาในกระชังส่งขายตลาด  ต้องชะลอการเลี้ยงชั่วคราว เพราะหากเลี้ยงในช่วงที่น้ำน้อยไม่ไหลเวียนจะเกิดกรดแก๊สขาดออกซิเจนในน้ำทำให้ปลาน็อกตายได้   เพราะก่อนหน้านี้ปลาที่เลี้ยงเอาไว้ก็เกิดภาวะน็อกตายไปมากกว่า 20 ตัน  ทำให้ผู้เลี้ยงถึงกับประสบปัญหาขาดทุน จึงยังไม่กล้าเสี่ยงที่จะเลี้ยงในช่วงนี้  

ด้าน นายวิชิต  อายุ 41 ปี  ชาวบ้านหมู่บ้านชาวประมง ที่มีอาชีพเลี้ยงปลาในกระชังมากว่า 30 ปี  บอกว่า   เมื่อก่อนจะเลี้ยงปลาในกระชังได้ปีละ 3 ครั้ง  แต่หลังจากประสบปัญหาน้ำน้อย  จึงลดลงมาเหลือปีละ 2 ครั้ง และปัจจุบันเหลือปีละ 1 ครั้งเท่านั้น  ส่วนใหญ่ก็จะเป็นปลานิล  ปลาทับทิม เฉลี่ยลงทุนกระชังละประมาณ 3 หมื่นบาท  ล่าสุดปลาน็อกตายมากถึง 20 ตันขาดทุนจำนวนมาก  จึงชะลอการเลี้ยงไว้ก่อน  แต่หากไม่ประสบปัญหาปลาน็อคตายและราคาดีก็จะขายได้เฉลี่ยกระชังละ 6 – 7 หมื่นบาท   แต่หากประสบปัญหาปลาน็อคตายก็จะขาดทุน   ซึ่งปัจจัยหลักในการทำอาชีพเลี้ยงปลากระสังก็คือน้ำหากมีน้ำเพียงพอก็สามารถเลี้ยงได้ตลอดปี    จึงอยากให้หน่วยงานภาครัฐได้เข้ามาสำรวจและพิจารณาก่อสร้างเขื่อนยางเพื่อกักเก็บน้ำให้สามารถประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืนด้วย   

ขณะที่ นายสมคิด   เก่งนา  ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 12 ชุมชนประมง   บอกว่า  เมื่อก่อนหมู่บ้านชาวประมงมีชาวบ้านประกอบอาชีพเลี้ยงกระชังเกือบ 20 ราย  หลังจากประสบปัญหาน้ำมูลลดต่ำอย่างต่อเนื่อง  ทำให้ปลาที่เลี้ยงไว้น็อกน้ำตายประสบปัญหาขาดทุนอย่างต่อเนื่อง   ทำให้หลายคนเลิกเลี้ยงไปประกอบอาชีพอื่น ปัจจุบันเหลือแค่ 3 – 4 ราย ปริมาณที่เลี้ยงก็ลดลงเพื่อลดความเสี่ยงด้วย  ส่วนที่เลี้ยงอยู่ก็ลดปริมาณลงเพราะก่อนหน้านี้เจอปัญหาปลาน็อกตายจำนวนมากทำให้ขาดทุน   ปัจจัยหลักก็เกิดจากปริมาณน้ำน้อยเกิดกรดแก๊ส   ออกซิเจนน้อย   หลายคนจึงหันไปทำอาชีพอื่นแทนจนแทบไม่เหลือคนที่ทำอาชีพเลี้ยงกระชังแล้ว   ก็อยากฝากให้หน่วยงานภาครัฐได้เข้ามาสำรวจและก่อสร้างเขื่อนยางเพื่อกักเก็บน้ำให้ชาวบ้านสามารถประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืนด้วย