"บิ๊กป้อม" ลงพื้นที่ฉะเชิงเทรา สั่งสทนช.บูรณาการแผนป้องกันน้ำเค็มรุกแม่น้ำบางปะกงระยะยาว

ข่าวทั่วไทย17 มี.ค. 2565 • 15:29 น.โดย ชวลิต ด้วงเงิน
"บิ๊กป้อม" ลงพื้นที่ฉะเชิงเทรา สั่งสทนช.บูรณาการแผนป้องกันน้ำเค็มรุกแม่น้ำบางปะกงระยะยาว
วันที่ 17 มีนาคม 2565 พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ลงพื้นที่ จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่ภาคตะวันออก โดยมี นายไมตรี ไตรติลานันท์ ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา กล่าวต้อนรับและนำเสนอสภาพปัญหาเชิงพื้นที่ พร้อมด้วย ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) นำเสนอสรุปภาพรวมการบริหารจัดการน้ำของภาคตะวันออกกรมชลประทานนำเสนอการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทราและแนวทางการควบคุมค่าความเค็มในแม่น้ำบางปะกง และการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ. ) นำเสนอการบริหารจัดการน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค ห้องประชุมมรุพงษ์ศิริพัฒน์ ศาลากลางจังหวัดฉะเชิงเทรา หลังจากนั้น ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการบริหารจัดการน้ำเขื่อนบางปะกง ณ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเขื่อนบางปะกง พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ภาคตะวันออกเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญและเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมหลักของประเทศ รวมทั้งเป็นแหล่งเพาะปลูกผลไม้ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้มีความต้องการใช้น้ำเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องแต่มักประสบภาวะฝนทิ้งช่วงและแหล่งเก็บกักน้ำไม่เพียงพอการลงพื้นที่ในวันนี้เพื่อติดตามภาพรวมการบริหารจัดการน้ำช่วงฤดูแล้งในพื้นที่ภาคตะวันออก ซึ่งพบว่า ปริมาณน้ำในช่วงฤดูแล้งนี้ไม่น่าห่วง โดยภาพรวมของปริมาณฝนปีนี้มากกว่าปีที่ผ่านมาปัจจุบันมีปริมาณน้ำใช้การในพื้นที่ลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลตะวันออก ลุ่มน้ำโตนเลสาบ และลุ่มน้ำบางปะกง รวมกันอยู่ที่ 1,618 ล้าน ลบ.ม. หรือ 55% โดยแหล่งน้ำขนาดใหญ่ 6 แห่ง เหลือปริมาณน้ำใช้การ 701 ล้าน ลบ.ม. หรือ 47 % ขณะที่ จ.ฉะเชิงเทรา และ จ.ปราจีนบุรีประสบปัญหาน้ำเค็มรุกตัวที่อาจส่งผลกระทบต่อกิจกรรมการใช้น้ำด้านต่างๆ โดยเฉพาะน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภครัฐบาลได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งหาแนวทางแก้ไขให้เป็นระบบในระยะยาว เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นทุกปี โดยมอบให้สทนช. บูรณาการขับเคลื่อนแผนหลักการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาทั้งในระยะเร่งด่วนและระยะยาวมอบให้กรม ชลประทานบริหารจัดการน้ำเค็มในแม่น้ำบางปะกงให้เต็มประสิทธิภาพ โดยใช้เขื่อนทดน้ำบางปะกงเป็นกลไกหลักมอบให้กปภ. วางแผนการใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคพร้อมจัดหาแหล่งน้ำสำรองไว้ล่วงหน้าให้เพียงพอตลอดฤดูแล้งนี้และมอบให้จ.ฉะเชิงเทรา เร่งพิจารณาเสนอแผนงานโครงการแก้ไขปัญหาด้านน้ำที่สำคัญให้ครอบคลุมพื้นที่ทั้งระยะสั้นและระยะยาว ควบคู่ไปกับการสร้างการรับรู้และส่งเสริมให้ภาคประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำในพื้นที่ด้วย สำหรับสถานการณ์น้ำลุ่มน้ำบางปะกงปัจจุบันมีปริมาณน้ำใช้การอยู่ที่699 ล้าน ลบ.ม. หรือ 44%โดยแหล่งน้ำขนาดใหญ่ 3 แห่งคือ อ่างฯขุนด่านปราการชลอ่างฯคลองสียัด และอ่างฯนฤบดินทรจินดา มีปริมาณน้ำใช้การรวม313 ล้าน ลบ.ม.ส่วนแหล่งกักเก็บน้ำในพื้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา มีปริมาณน้ำใช้การรวม 128 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งมากกว่าปีที่ผ่านมาประมาณ30% ด้าน ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการ สทนช. ได้กล่าวเพิ่มเติมถึงแผนงานโครงการพัฒนาแหล่งน้ำที่สำคัญในพื้นที่ลุ่มน้ำบางปะกงว่าสทนช.ได้วิเคราะห์กลั่นกรองแผนงานโครงการสำคัญของหน่วยงานต่างๆที่สามารถดำเนินการได้ในปี 66-67 รวม27 โครงการ หากหน่วยงานต่างๆ ดำเนินการได้ตามแผนจะสามารถเพิ่มปริมาณน้ำกักเก็บ 792 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่รับประโยชน์ 1,522,883 ไร่ และประชาชนได้รับประโยชน์ 371,133 ครัวเรือน เช่น การปรับปรุงประสิทธิภาพแผนการผลิตน้ำกปภ.สาขาบางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา, การอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำหนองแขนนาง จ.ปราจีนบุรีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น 4.12 ล้าน ลบ.ม.,โครงการระบบสูบกลับอ่างฯคลองสียัด จ.ฉะเชิงเทราปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น 6 ล้าน ลบ.ม.,ระบบป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ชุมชนเมืองปราจีนบุรี จ.ปราจีนบุรีพื้นที่ได้รับประโยชน์ 2,231 ไร่, การก่อสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ชุมชนท่าช้าง จ.นครนายกพื้นที่ได้รับประโยชน์ 2,713 ไร่ และการก่อสร้างอ่างฯบ้านหนองกระทิง จ.ฉะเชิงเทราความจุ 15 ล้าน ลบ.ม. เป็นต้นส่วนการพัฒนาแหล่งน้ำรองรับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) มีกลุ่มโครงการที่ต้องขับเคลื่อน 17 โครงการ ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น 556.80 ล้าน ลบ.ม. เช่น การก่อสร้างอ่างฯคลองวังโตนด จ.จันทบุรี, โครงการเครือข่ายอ่างฯประแสร์-อ่างฯหนองค้อ-อ่างฯบางพระ จ.ชลบุรี,การปรับปรุงขยาย กปภ. พัทยา-แหลมฉบัง-ศรีราชา จ.ชลบุรี, การก่อสร้างอุโมงค์ส่งน้ำอ่างฯคลองพระสะทึง-อ่างฯคลองสียัด จ.ฉะเชิงเทรา,การก่อสร้างอ่างฯคลองกะพง จ.ฉะเชิงเทรา และการก่อสร้างระบบสูบกลับอ่างฯคลองหลวงรัชโลธร จ.ชลบุรี เป็นต้น โอกาสนี้ รองนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปที่วัดสมานรัตนาราม ตำบลบางแก้ว อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา พบปะประชาชนและมอบถุงยังชีพ แก่ผู้ประสบภัยที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19