ประมงหอยกะพง รวมพลร้องศูนย์ดำรงธรรม วอนบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียม หลังเรือถูกจับ

ข่าวทั่วไทย18 ม.ค. 2567 • 07:49 น.โดย จันทนา กูรีจัน
ประมงหอยกะพง รวมพลร้องศูนย์ดำรงธรรม วอนบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียม หลังเรือถูกจับ

วันที่ 18 ม.ค.67 ตัวแทนชาวบ้านในตำบลท่าแพ และตำบลสาคร อำเภอท่าแพ จังหวัดสตูล 30 คน เดินทางมาศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดสตูล ในศาลากลางจังหวัดสตูล เพื่อทำหนังสือร้องเรียนและขอความเป็นธรรม พร้อมโชว์เอกสารบันทึกจับกุม เรือประมงของชาวบ้านไปจำนวน 1 ลำ พร้อมภาพเรือประมงที่ถูกจับกุมให้นายธนพัฒน์ เด่นบูรณะ  ผอ.กลุ่มงานศูนย์ดำรงธรรม จ.สตูล และนายเทอดไทย ขวัญทอง ผอ.ทศจ.สตูล (ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสตูล)

ประเด็นในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ลูกบ้านถูกเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา จับกุมและยึดเรือประมงไปจำนวน 1 ลำ เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2566 ที่ผ่านมา  ดำเนินคดีตามพรบ.อุทยานแห่งชาติพุทธศักราช 2562 มาตรา 19 (2) เก็บ หานำออกไป กระทำด้วยประการใดๆมันเป็นอันตราย  จากอุทยานฯ ให้เป็นอันตรายหรือเสื่อมสภาพ และมาตรา 20 บุคคลที่เข้าไปในเขตอุทยานต้องปฏิบัติตามเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่

ซึ่งในประเด็นดังกล่าว นายสุนทร หนูนุ้ย หมู่ 1 อำเภอท่าแพ เปิดเผยกับสื่อมวลชนว่า พื้นที่ถูกจับกุมเป็นพื้นที่ที่ชาวบ้านเข้าไปหากินมาตั้งแต่สมัยรุ่นพ่อแม่กว่า 50 ปีแล้ว  ไม่มีแนวเขตบอกพิกัด ว่าจุดใดคือจุดของเขตพื้นที่อุทยานฯ ทำให้ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนหลังจากที่เรือลำน้อยที่ถูกยึดจับกุมไปเป็นเรือที่ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากนายทุน เป็นชาวบ้านคนในพื้นที่จังหวัดสตูลที่เก็บหอมรอมริบเพื่อซื้อเรือลำละ 4-5 หมื่นบาทไว้ทำกินแต่กลับมาถูกจับกุมด้วยความไม่รู้ และที่ผ่านมาก็เข้าไปหากินด้วยการหาหอยกะพง รุ่นต่อรุ่นอย่างนี้โดยตลอด ถึงอยากให้มีการส่งคืนเรือให้กับชาวบ้าน  และขอให้มีการกำหนดแนวเขตที่ชัดเจนของอุทยานหมู่เกาะเภตรา  เพื่อให้ชาวบ้านได้รับทราบถึงแนวเขต  อีกทั้งขอให้มีการปฏิบัติในการบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียม  เพราะชาวบ้านได้เก็บหลักฐานเกี่ยวกับการทำประมงที่ผิดกฎหมายหลายชนิดในเขตอุทยานมายื่นต่อศูนย์ดำรงธรรมให้มีการพิจารณาด้วย

ด้านนายอุดมการณ์ จิแอ อายุ 49 ปี  ตัวแทนชาวบ้าน อ. ท่าแพ เปิดเผยต่อว่า อยากจะชี้ให้เห็นถึงการเลือกปฏิบัติของอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา กับชาวบ้าน จนเกิดความเหลื่อมล้ำในเรื่องของการเข้าไปทำมาหากิน ประเด็นนี้ชาวบ้านหลายคนติดใจอยากให้ปฏิบัติอย่างเท่าเทียม  และกำหนดแนวเขตประชาสัมพันธ์ให้ชัดเจนว่าส่วนไหนไม่สามารถเข้าไปทำกินได้ ก่อนจับกุมเห็นว่าควรมีการตักเตือนก่อนแต่ครั้งนี้พบว่ามีการตักเตือนและก็จับกุมเลย ซึ่งอยากให้เห็นใจชาวบ้าน  เพราะไม่ใช่นายทุนมาจากไหนเป็นชาวบ้านในพื้นที่ หาเงินซื้อเรือกันเอง  และหอยที่ได้มาก็มาจ้าง แม่บ้านผู้หญิงและคนชราในหมู่บ้านแกะหอยอีกทอดหนึ่งแต่ละคนมีรายได้ 2-300 บาท

ด้านนายเทอดไทย ขวัญทอง ผู้อำนวยการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสตูล หลังเข้ารับฟังเรื่องราว พร้อมกล่าวว่า เรื่องที่สามารถดำเนินการได้เลยคือ การประชาสัมพันธ์แนวเขตและติดป้ายให้ชาวบ้านได้รับทราบโดยทั่วกัน ว่าตรงไหนคือพื้นที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา พร้อมทั้งการบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียม ส่วนประเด็นการคืนเรือของกลางที่ถูกจับกุมไปนั้น จะต้องมีการพูดคุยทางคดีร่วมกับทางตำรวจและอุทยานอีกครั้ง   

หลังจากนั้นทางศูนย์ดำรงธรรมได้ให้ตัวแทนของชาวประมงหอยกะพง มาเขียนข้อร้องเรียนของการเดินทางมาในครั้งนี้ เพื่อรับเรื่องส่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ปัญหาให้ชาวบ้านต่อไป