สาวเจ้าของร้านอาหารวอนสื่อเหตุขี่จยย.ตามหลังรถปูนก่อนเสียหลักรถล้มถูกปัดความรับผิดชอบ
วันที่ 22 พ.ค.2567 เวลา 15.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าโลกโซเชียลมีเดียและเพจต่างๆทั่วทั้ง จ.ขอนแก่นได้เผยแพร่ภาพจากผู้ใช้เฟซบุ๊ก เป็นเหตุการณ์รถปูนถอยหลบกับรถปูนอีกคัน โดยมีรถจักรยานยนต์คันสีแดงซึ่งเป็นรถของผู้โพสต์อยู่ด้านหลัง ก่อนที่รถปูนจะขับถอยอย่างไว จนหญิงเจ้าของรถจักรยานยนต์ต้องใช้เท้ายันพื้นถอยพร้อมกับบีบแตร แต่รถปูนก็ไม่ได้ยินเสียง เคราะห์ดีที่หยุดรถทันหวุดหวิดห่างเพีงแค่ 1 ฝ่ามือเท่านั้น
ส่วนรถจักรยายนยนต์ได้ล้มทับเจ้าของรถแต่มุมกล้องวงจรปิดถ่ายมาไม่ถึง ซึ่งมีเจ้าของบ้านที่มีกล้องวงจรปิดได้ออกมาดูและช่วยเหลือ ขณะที่รถปูนคันที่ถอยเกือบชนได้ขับต่อไปซึ่งรถปูนอีกคันที่สวนมาได้เปิดกระจกเรียกเอาไว้ว่ามีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น พร้อมข้อความระบุว่า “ความรับผิดชอบของคุณอยู่ไหน ความผิดฉันเหรอ ล้มเองเจ็บเอง ขับรถไปหาหมอเอง จ่ายเงินเอง คุณบอกคุณไม่ได้ชน แต่สองขาฉันมันถอยจนหมดแรงล้มลงจนรถทับขาตัวเองขยับลุกหนีไม่ได้ อีกแค่ฝ่ามือเดียวคือคุณเหยียบร่างฉันแล้ว เสียงแตรรถฉันคุณก็ไม่ได้ยิน ฉันพยามยามขับเลนขวาเพื่อให้คุณรู้ว่ารถฉันตามหลังคุณมา แต่คุณก็บอกมองไม่เห็น ฉันขับรถตามหลังคุณมาเกือบ 1กิโล แล้วฉันผิดอะไร คุณขับรถโดยประมาททำไมคุณไม่ยอมรับ
ในเวลาต่อมา ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยพบกับ น.ส.รัตนรัตน์ อายุ 36 ปี อยู่บ้าน ต.บ้านกอก อ.เมือง จ.นครราชสีมา ซึ่งมาเช่าบ้านอยู่ในพื้นที่บ้านกุดกว้าง ต.เมืองเก่า อ.เมือง จ.ขอนแก่น เพื่อทำธุรกิจร้านอาหารอยู่ในเมืองขอนแก่น โดยพบว่ายังคงมีรอยแผล และรอยช้ำอยู่ที่ใต้ข้อศอก ใต้หัวเข่า และรอยช้ำที่หน้าขา พร้อมทั้งพาผู้สื่อข่าวลงพื้นที่จุดเกิดเหตุซึ่งอยู่ห่างจากบ้านไม่ไกล
น.ส.รัตนรัตน์ กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น ขณะกำลังขับรถจักรยานยนต์ออกจากบ้านมุ่งหน้าขึ้นถนนมิตรภาพเพื่อจะไปดูร้านอาหารในเมืองขอนแก่น โดยขณะที่ขับไปนั้น มีรถบรรทุกปูนขับออกมาจากซอยทางขวามือ และเลี้ยวไปทางเดียวกัน โดยตนเองได้ขับตามหลังและขึ้นมาอยู่เลนขวาเพื่อจะให้รถปูนเห็น โดยไม่ได้ใช้ความเร็วอะไรมากแค่ 20-30 กม.ต่อชม. แต่แซงไม่ได้จึงหลบมาฝั่งซ้าย
ทั้งนี้ น.ส.รัตนรัตน์ กล่าวต่ออีกว่า หลังจากเกิดเหตุเกือบถูกรถปูนถอยชน มีเจ้าของบ้านหลังที่มีกล้องออกมาช่วยด้วย ส่วนคนขับรถปูนได้โทรหาเจ้าของรถ ตนเองก็ไม่ทราบว่าคุยกันอย่างไร แต่ได้ยินว่าคนขับบอกกับเจ้าของรถว่าไม่ผิด เพราะไม่ได้ชน ก่อนจะทิ้งเบอร์เจ้าของรถไว้และจะขอไปส่งปูนให้ลูกค้าก่อน จึงแยกย้ายกันไป ต่อมาตนเองได้โทรศัพท์ไปหาเจ้าของรถตามเบอร์ที่ให้มา ก็ได้มีการพูดคุยกัน และบอกว่าจะไป รพ.ขอนแก่น ราม แต่เจ้าของรถกลับบอกว่าทำไมไม่ไป รพ.มัญจาคีรี หรือ รพ.โคกโพธิ์ไชย ซึ่งอยู่คนละพื้นที่กับจุดเกิดเหตุและระยะทางเกือบ 100 กม. ก่อนจะเดินทางไปรักษาตัวที่ รพ.ฯ พร้อมทั้งพูดให้ฟังตลอดทุกขั้นตอนที่อยู่ในโรงพยาบาล แต่เจ้าของรถบอกว่าเดี๋ยวจะให้ประกันโทรมาคุยพรุ่งนี้คือวันที่ 17 พ.ค.ซึ่งตนเองก็รอทั้งวันแต่ไม่มีใครโทรมาแต่อย่างใด
จนมาถึงวันที่ 18 พ.ค.หลังจากที่ไม่มีใครติดต่อกลับมา ก็ได้โทรหาเจ้าของรถว่าทำไมถึงเงียบไป แต่กลับได้คำตอบมาว่า คนขับรถปูนบอกว่าไม่ได้ชน และให้ไปหาหลักฐานกล้องวงจรปิดมา ถ้าชนจึงจะรับผิดชอบให้ กระทั่งตนเองได้กล้องวงจรปิดมา แต่พอโทรติดต่อกลับไปก็ไม่สามารถติดต่อได้ทั้งคนขับรถและเจ้าของรถ จึงคิดว่าต้องให้ตำรวจช่วยเหลือ ซึ่งทางตำรวจก็ได้สอบถามและลงบันทึกประจำวันไว้ให้ แต่ไม่สามารถทำอะไรให้ได้โดยให้ตนเองไปหากล้องวงจรปิดตอนชนมา และให้ไปถ่ายภาพชี้จุดเกิดเหตุรวมทั้งใบตรวจร่างกายมาให้กับตำรวจ ซึ่งทุกอย่างก็ได้มอบให้กับทางตำรวจไปหมดแล้ว แต่วงจรปิดไม่เห็นตอนรถล้ม และช่วงที่สอบปากคำนั้น ด้วยความที่ตนเองไม่ใช่คนในพื้นที่ก็ไม่มั่นใจว่าจุดเกิดเหตุนั้นขึ้นกับพื้นที่ไหน ทำให้ตำรวจบอกว่าถ้าไม่รู้จะเป็นการแจ้งความเท็จ ทั้งที่มีบาดแผล มีกล้องวงจรปิด แต่ก็ยังให้ไปหาหลักฐานมา ในเรื่องนี้จึงมองว่าไม่ยุติธรรม ต้องการให้คนขับรถปูนหรือเจ้าของรถปูนมีความรับผิดชอบทั้งในเรื่องของค่าเสียเวลา ค่าซ่อมรถ และค่ารักษาพยาบาลด้วย
น.ส.รัตนรัตน์ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า หลังเกิดเหตุยังผวาเพราะภาพติดตา หากถอยไม่ทันคงจะถูกรถปูนทับร่างแหลกเหลวและเสียชีวิตแล้ว เวลานอนก็นอนไม่หลับ ต้องนอนร้องไห้ทุกคืนเพราะยังเห็นภาพวินาทีเฉียดตายอยู่ตลอดเวลา อย่างไรก็ตามอยากจะฝากถึงคนขับรถขนาดใหญ่ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นการถอยรถกระทันหัน ต้องระวังคนคันหลังด้วยโดยเฉพาะรถจักรยานยนต์ เพราะหากมีเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้นอีกอาจจะไม่โชคดีมีชีวิตรอดแบบนี้ได้