“นายก อบจ.ร้อยเอ็ด” ร่วมงานประเพณีบุญบั้งไฟ ขอฟ้าขอฝนก่อนฤดูทำนา

ข่าวทั่วไทย12 มิ.ย. 2565 • 12:39 น.โดย สมนึก บุญศรี
“นายก อบจ.ร้อยเอ็ด” ร่วมงานประเพณีบุญบั้งไฟ ขอฟ้าขอฝนก่อนฤดูทำนา

วันที่ 12 มิ.ย.65 ดร.เอกภาพ พลซื่อ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดร้อยเอ็ด ลงพื้นที่ร่วมงาน ประเพณีบุญบั้งไฟ เพื่อขอฟ้าขอฝนก่อนฤดูทำนาในเดือนหกของทุกปีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในเดือน มิถุนายน 2565 นี้ มีการจัดกันบ่อยมาก เพราะเป็นเดือนท้ายๆ ก่อนทำนา เช่น งานประเพณีบุญบั้งไฟที่ตำบลน้ำคำ อ.สุวรรณภูมิ งานประเพณีบุญบั้งไฟที่บ้านนาทม ตำบลภูเงิน อ.เสลภูมิ และงานประเพณีบุญบั้งไฟที่ตำบลนาใหญ่ อ.สุวรรณภูมิ

สำหรับตำนานงานบุญบั้งไฟที่เล่าสืบกันมา ทั้งงานบุญบั้งไฟ มีตำนาน พระญาคันคาก พญาแถน และ ผาแดง-นางไอ่ และงานบุญบั้งไฟ ประเพณีขอฝน ตำนาน พระยาคันคาก พญาแถน ของชาวอีสาน บ้านเฮา

ประเพณี บุญบั้งไฟ เป็นประเพณีสำคัญของภาคอีสานบ้านเราที่ปฏิบัติสืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ ถือเป็นหนึ่งในฮีตสิบสองเดือนของชาวอีสานที่ทำกันในเดือน 6 ช่วงเข้าสู่ฤดูฝนซึ่งเป็นฤดูทำนา จะมีการจุดบั้งไฟเพื่อบูชาเทพยดา และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย หรือที่ชาวอีสานเรียกกันว่า พญาแถน หรือ เทพวัสสกาลเทพบุตร ซึ่ง มีความเชื่อว่า พระยาแถนมีหน้าที่คอยดูแลให้ฝนตกถูกต้องตามฤดูกาล และทำให้พืชพันธุ์ธัญญาหารอุดมสมบูรณ์

ความเชื่อของประเพณีบุญบั้งไฟ ปรากฏอยู่ใน ตำนานเรื่องพญาคันคากและเรื่องผาแดงนางไอ่ มีการกล่าวถึงการจุดบั้งไฟเพื่อบูชาพญาแถน โดยเฉพาะในเรื่องพญาคันคาก ซึ่งตำนานนั้นมีอยู่ว่า...

พญาคันคาก เป็นพระโพธิสัตว์ เสวยชาติเป็นโอรสของกษัตริย์ เหตุที่ได้ชื่อว่า “พญาคันคาก” เป็นเพราะเมื่อครั้งประสูติมีรูปร่างผิวพรรณเหมือนคางคก หรือที่ชาวอีสานเรียกกันว่า คันคาก และถึงแม้พระองค์จะมีรูปร่างอัปลักษณ์ แต่พระอินทร์ก็คอยช่วยเหลือ จนพญาคันคากเป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้าน จนลืมที่จะเซ่นบูชาพญาแถน พญาแถนจึงโกรธ ไม่ยอมปล่อยน้ำฝนให้ตกลงมายังโลกมนุษย์ จึงเกิดศึกการต่อสู้ระหว่างพญาคันคากและพญาแถนขึ้น โดยพญาคันคากได้นำทัพสัตว์ต่างๆ ขึ้นไปรบ จนได้รับชัยชนะ พญาแถนจึงปล่อยให้ฝนตกลงมาเช่นเดิม แต่มีข้อแม้ว่าจะต้องจุดบั้งไฟขึ้นไปบูชาเป็นประจำทุกปี จึงเป็นที่มาว่า ชาวอีสานจึงทำบั้งไฟจุดขึ้นบนฟ้าถวายพญาแถน เพื่อฝนจะได้ตกต้องตามฤดูกาลนั่นเอง

ส่วนตำนานผาแดงนางไอ่ เป็นเรื่องราวชีวิตของธิดาพระยาขอม ชื่อนาง “ไอ่คำ” เธอมีความงดงามเป็นเลิศ เป็นที่หมายปองของบรรดาเจ้าเมืองต่างๆ

พระยาขอม” ผู้ครองเมืองเอกชะธีตา (เมืองสุวรรณโคม) มีธิดานางหนึ่งชื่อ “นางไอ่”2 ซึ่งจัดเป็นหญิงที่มีรูปร่างงดงามในวัยแตกเนื้อสาว ซึ่งจะหาสาวงามนางใดในสามไตรภพมาเทียบมิได้ ความงดงามของเธอเป็นที่เลื่องลือไปทั่วแดนไกล เจ้าชายหลายหัวเมืองต่างหมายปองอยากได้มาเป็นคู่ครองกันทุกคน

พระยาขอมผู้บิดา จึงวางเงื่อนไขให้ประลองฝีมือจุดบั้งไฟ... แข่งขันกัน

ท้าวผาแดง" เจ้าชายเมืองผาโพง ทราบข่าวเล่าลือถึงสิริโฉมอันงดงามของ นางไอ่ ก็เกิดความหลงไหลใฝ่ฝันในตัวนางเป็นอย่างมาก ได้นำบั้งไฟร่วมจุดแข่งชัน

ระหว่างการแข่งขัน ท้าวพังคี ลูกชายพระยานาค ผู้ดูแลรักษาลำแม่น้ำโขง ได้ยินกิตติศัพท์ แปลงกายเป็นกระรอกด่อน (กระรอกเผือก) ปีนป่ายขึ้นต้นไม้ใหญ่ เพื่อแอบดูความงามนางไอ่คำ

การแข่งขันจุดบั้งไฟกำลังดำเนินไปมีคนเห็นกระรอกเผือกบนต้นไม้ก็ใช้ธนูยิงหล่นลงมาตาย เนื้อกระรอกเผือกตัวใหญ่มากเชือดแบ่งกันกินได้ทั้งเมือง มีน้อยคนที่ปฏิเสธไม่ยอมกิน

ระหว่างชาวเมืองกำลังสนุกสนานบันเทิงกับการได้กินและการบันเทิง พระยานาคผู้บิดารู้เรื่องก็โกรธมาก สำแดงฤทธิ์ให้มวลน้ำมหาศาลไหลบ่ามาถล่ม ทำให้เมืองทั้งเมืองล่มกลายเป็นหนองหล่ม ที่สกลนคร คือหนองหารหลวง ที่อุดรธานี คือหนองหานน้อย

นี่เป็นตำนานที่เกี่ยวกับฟ้าฝน ที่มีผลต่อการทำนาของชาวบ้าน ที่ทำสืบต่อกันมานานเท่านานจนถึงปัจจุบัน