ปชช.แห่ไว้ขอพร​ "หลวงพ่อโต-พระพุทธสิหิงค์" วัดกลางบุรีรัมย์​ ช่วงหยุดยาวเข้าพรรษา

ข่าวทั่วไทย15 ก.ค. 2565 • 11:44 น.โดย ขวัญชัย หาญประโคน​
ปชช.แห่ไว้ขอพร​ "หลวงพ่อโต-พระพุทธสิหิงค์" วัดกลางบุรีรัมย์​ ช่วงหยุดยาวเข้าพรรษา

พุทธศาสนิกชนชาวบุรีรัมย์ เดินทางเข้ามากราบไหว้สักการะขอพร องค์หลวงพ่อโต องค์พระประธานประจำ อุโบสถวัดกลางพระอารามหลวง และพระพุทธสิงหิงค์ พระพุทธรูปที่ ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระราชทานให้กับ จ.บุรีรัมย์ เพื่อความเป็นสิริมงคล ช่วงวันหยุดยาวเทศกาลวันเข้าพรรษา

วันที่ 15 ก.ค.65 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้มีประชาชนพร้อมครอบครัว ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ หนุ่มสาว และผู้สูงอายุ ทยอยเดินทางมาไหว้พระขอพร องค์หลวงพ่อโต พระพุทธรูปปางมารวิชัย ทำจากหินศิลาแลงลงรักปิดทอง ที่ประดิษฐานเป็นองค์พระประธาน ประจำพระอุโบสถ วัดกลาง พระอารามหลวง ต.ในเมือง อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ มานานหลายร้อยปี ซึ่งเชื่อกันว่าองค์หลวงพ่อโต มีพระพุทธคุณเมตตา เรื่องการขอบุตรธิดา และให้โชคลาภ จึงมีผู้คนที่ศรัทธา เดินทางมาสักการะขอพรเป็นจำนวนมาก 

นอกจากนี้​ ยังมีพระพุทธรูป พระพุทธสิหิงค์ โลหะทองสัมฤทธิ์ ขนาด หน้าตัก 18 นิ้ว ซึ่งได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทาน ให้กับจังหวัดบุรีรัมย์ มาตั้งแต่แต่ปี พ.ศ.2513 ประดิษฐานอยู่ภายในพระอุโบสถ วัดกลาง พระอารามหลวงแห่งนี้ด้วย โดยทางวัดจะเปิดให้ญาติโยม และพุทธศาสนิกชน ได้เข้ามากราบไหว้บูชาในช่วงวันพระ และช่วงวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาเท่านั้น

ทั้งนี้ สำหรับ วัดกลาง พระอารามหลวง เป็นวัดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองจังหวัดบุรีรัมย์ มาตั้งแต่สมัยโบราณ และเป็นพระอารามหลวงแห่งแรกของจังหวัด ทั้งยังมีสระน้ำโบราณศักดิ์สิทธิ์อยู่ภายในวัด ที่เชื่อกันว่ามีอายุกว่า 3,000  ปีอีกด้วย โดยตามตำนานเล่าว่าเดิมวัดแห่งนี้เป็นวัดร้างโบราณ ครั้นที่ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มหาราช รัชกาลที่ 1 หรือ สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ในขณะนั้น ได้เสด็จผ่านขณะนำทัพไปปราบเจ้าเมืองนางรอง ซึ่งเป็นกบฏ และได้หยุดพักทัพบริเวณนี้ ซึ่งเป็นแอ่งน้ำขนาดใหญ่ เชื่อกันว่าคือสระน้ำโบราณซึ่งเป็นร่องรอยอารยะธรรมขอม จึงโปรดเกล้าให้ยกวัดร้างเป็นวัด มีพระสงฆ์ให้ชื่อว่า “วัดแปะใหญ่” ในสมัยกรุงธนบุรี และตั้งเป็นวัดโดยสมบูรณ์เมื่อประมาณ พ.ศ.2329 โดยต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ได้ทรงเปลี่ยนชื่อเป็น “วัดกลาง” อยู่สืบมาจวบจนสมัยปัจจุบัน