กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยฯ ผนึกกำลัง ม.มหาสารคาม ร่วมคิด ร่วมมือ ร่วมสร้างนิเวศสื่อที่ดีและสร้างสรรค์ในชุมชน

ข่าวทั่วไทย25 ม.ค. 2565 • 16:56 น.
กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยฯ ผนึกกำลัง ม.มหาสารคาม ร่วมคิด ร่วมมือ ร่วมสร้างนิเวศสื่อที่ดีและสร้างสรรค์ในชุมชน
“กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์” ได้จัดทำโครงการ “พัฒนาความร่วมมือระหว่างกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์กับสถานศึกษาระดับอุดมศึกษาในท้องถิ่นเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์” โดยผนึกกำลังกับเครือข่ายสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาท้องถิ่นจำนวน 3 มหาวิทยาลัย ได้แก่ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จ.มหาสารคาม มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี จ.ลพบุรี และมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี จ.เพชรบุรี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ให้กับเยาวชน เพื่อนำไปสู่การสร้างระบบนิเวศสื่อที่ดีและสร้างสรรค์ในชุมชนต่อไป ซึ่งนับเป็นโครงการนำร่องในการนำไปสู่การขยายผลในสถานศึกษาอื่น ๆ ในประเทศ ดร.ธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กล่าวถึงหัวใจหลักในการดำเนินโครงการนี้ว่า ในปัจจุบันเทคโนโลยีมีความเติบโตและก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ระบบนิเวศสื่อเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เกิดสื่อออนไลน์ที่มีช่องทางการสื่อสารขึ้นเป็นจำนวนมากและหลากหลาย ผู้คนสามารถเข้าถึงสื่อได้อย่างรวดเร็ว ทุกที่ ทุกเวลา และยังสามารถผลิตสื่อด้วยตัวเองได้อย่างง่ายดายอีกด้วย นอกจากนั้นยังแสดงความคิดเห็น เผยแพร่ ส่งต่อได้อย่างรวดเร็ว ในขณะเดียวกัน ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและระบบนิเวศสื่อนี้ก็มีตามมา ไม่ว่าจะเป็นการเกิดสื่อที่ไม่ปลอดภัยและสร้างสรรค์ ข่าวปลอม (Fake news) การกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ (Cyberbullying) การประทุษทางวาจาในอินเทอร์เน็ต (Hate Speech) หรือการนำเสนอข่าวที่ขาดจรรยาบรรณและละเมิดสิทธิมนุษยชน เป็นต้น ดร.ธนกร กล่าวต่อว่า โครงการนี้เราต้องการทำภารกิจเฉพาะที่แตกต่างไปจากโครงการอื่น ๆ คือเน้นสถาบันการศึกษาในระดับภูมิภาคหรือท้องถิ่น จึงทำเป็นโครงการนำร่องร่วมกับ 3 มหาวิทยาลัย โดยมีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม จ.มหาสารคาม มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี จ.ลพบุรี และมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี จ.เพชรบุรี ซึ่งภารกิจของกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ จะมี 2 ด้านหลักด้วยกัน คือ การพยายามทำให้สื่อที่ไม่ปลอดภัยและไม่สร้างสรรค์ สื่อร้าย สื่อเชิงลบ ที่สร้างผลกระทบต่อผู้คนและสังคม ไม่ให้เกิดขึ้น หรือเกิดน้อยที่สุดของ ในทางกลับกัน เราก็ส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดสื่อดีเพิ่มขึ้นให้มาก ๆ ใครที่จะมาเป็นผู้ผลิตสื่อที่เราจะเข้าไปมีส่วนส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของพวกเขา ตั้งแต่ผู้ผลิตหน้าใหม่ไปจนถึงผู้ผลิตมืออาชีพ ซึ่งมีกลไกและกระบวนการที่ค่อนข้างละเอียด ส่วนด้านการลดทอนสื่อร้ายทั้งหลายนั้นเราก็เน้นในการที่จะเริ่มต้นให้ผู้คนในสังคมไทยสามารถมีความรู้และทักษะการเท่าทันสื่อ อย่างน้อยเวลาเปิดรับสื่อก็ตั้งสติ วินิจฉัย วิเคราะห์แยกแยะได้ว่าสื่อมีทั้งบวกและลบ มีทั้งสื่อจริงและไม่จริง เป็นต้น “ซึ่งเรามองว่าสถาบันการศึกษาเป็นหน่วยงานที่สำคัญมาก เพราะเป็นที่อยู่ของนักเรียน นิสิต นักศึกษา คนหนุ่มสาว คนรุ่นใหม่ ที่ส่วนใหญ่มีพฤติกรรมในการเปิดรับสื่อ ภารกิจของเราในการทำเรื่องสื่อใหม่ สื่อออนไลน์ เป้าหมายจึงเน้นน้ำหนักไปที่คนรุ่นใหม่ เพราะเห็นว่ามันไปด้วยกันได้และตอบโจทย์วัตถุประสงค์ได้เป็นอย่างดี และการเลือก 3 สถาบันท้องถิ่นเข้าร่วมโครงการในครั้งนี้ เพราะอยากให้เกิดการนำร่อง เกิดต้นแบบ โดยกิจกรรมที่เราจะลงไปทำจะมีอยู่ 3 กิจกรรมหลักด้วยกันคือ 1 คือเข้าไปจัดการความรู้ (Knowledge Management: KM) ซึ่งเป็นความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ หรือจะเรียกว่าไปพัฒนาหลักสูตรก็ได้ เมื่อมีหลักสูตรแล้วก็ไปทำให้เข้าใจ เข้าถึง และรับรู้ได้ในการสร้างความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาต่อไป ตลอดจนถึงการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์องค์ความรู้ที่ได้รับ และที่สำคัญหน่วยงานที่เราร่วมมือนั้นจะต้องนำคู่มือตัวนี้ไปทดลองใช้ ไปฝึกอบรม ไปทดลองปฏิบัติ โดยแปลงจากวิชาการไปสู่การปฏิบัติจริง ก็หวังว่าถ้าดำเนินการในรูปของการนำร่องแล้วเราจะถอดบทเรียนกับตรงนี้อีกครั้ง เพื่อดูว่าประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน และมีปัญหาอุปสรรคอะไรบ้าง แล้วถ้าเราจะทำต่อ เราควรปรับปรุงพัฒนาส่วนไหนอย่างไร ซึ่งกองทุนฯ ก็จะไม่หยุดทำครับ เราจะเอาปัญหาหรือข้อบกพร่องต่าง ๆ ที่พบในการปฏิบัติมาปรับปรุงในการทำงาน เพราะมันเป็นภารกิจของทางกองทุนฯ เราอยู่แล้ว” ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กล่าว ด้าน อาจารย์อังคณา พรมรักษา ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายพัฒนานิสิตและสื่อสารองค์กร และอาจารย์ประจำภาควิชานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม หนึ่งในภาคีผู้รับผิดชอบโครงการฯ ได้กล่าวถึงการเข้าร่วมเป็นหนึ่งในเครือข่ายการสร้างระบบนิเวศสื่อที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์ในครั้งนี้ไว้ว่า สื่อออนไลน์มีทั้งด้านบวกและด้านลบ มีทั้งประโยชน์และโทษ ซึ่งเกิดจากทักษะและประสบการณ์ในการรู้เท่าทันของผู้ที่ใช้สื่อนั่นเอง “ด้านบวกที่เห็นชัดเจนของการใช้สื่อออนไลน์ คือมีประโยชน์ต่อชีวิตประจำวัน เช่นเรื่องเรียน เรื่องการค้นคว้าหาข้อมูลต่าง ๆ ส่วนด้านลบก็มีหลากหลาย ตั้งแต่ทำให้เกิดเรื่องลบโดยเจตนา และเกิดโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ซึ่งการรู้ไม่เท่าทันที่เกิดจากข้อมูลต่าง ๆ ไหลบ่าเข้ามา และมีกระบวนการตรวจสอบข้อมูลเหล่านั้นไม่เท่าทัน ซึ่งเรื่องนี้ก็ขึ้นอยู่กับทักษะของแต่ละคนในการที่จะกรองข้อมูลที่เข้ามานั้น เด็กบางคนอาจจะมีทักษะเรื่องนี้น้อยก็จะคล้อยตามข้อมูลที่ได้รับ เพราะฉะนั้น กระบวนการตรงนี้เราก็จะต้องเข้าถึงตัวเด็กให้ได้ ชวนเขามองในมุมของการทำงานด้านสื่อ ซึ่งการสร้างทักษะให้เขามองเรื่องของสื่อได้อย่างรู้เท่าทันเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เขาต้องตั้งคำถามถึงสิ่งที่เข้ามาได้ เห็นว่าการติดตั้งกลไกที่จะให้เขารู้เท่าทันเป็นสิ่งจำเป็น เพราะสื่อสมัยนี้รวดเร็วและเปลี่ยนแปลงไวมาก และเฟคนิวส์บางอย่างก็มาแบบเนียน ๆ ส่วนการสร้างสื่อที่ไม่ดีของเด็กเยาวชน เราก็ต้องดูที่เจตนาของเขา บางทีเขาอาจจะไม่ได้เจตนา แต่แค่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ เช่น การบูลลี่คนอื่น เขาอาจจะคิดว่าใครก็ทำได้ เป็นสิ่งที่ใคร ๆ ก็พูดกันได้ไม่ใช่เรื่องผิด เป็นต้น ซึ่งระยะหลังในสังคมไทยก็จะพูดถึงเรื่องการ Stop Bullying มากขึ้น ทำให้มีกลไกที่จะทำให้เด็กเยาวชนตระหนักทั้งในเรื่องของสิทธิและการเท่าทันมากขึ้นด้วย” อาจารย์อังคณา กล่าว โดยการทำงานร่วมกับเครือข่ายในโครงการนี้ อาจารย์อังคณา พรมรักษา มองว่าเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็น โดยเฉพาะการทำอย่างต่อเนื่องและตระหนักถึงเรื่องหลักสูตรที่จะออกแบบร่วมกัน “เพราะคิดว่ามันเป็นกลไกอย่างหนึ่งที่จะส่งตรงไปสู่ผู้ปฏิบัติจริงได้ ภายใต้ความรู้ความเข้าใจของผู้สอนที่จะนำไปประยุกต์ และการร่วมมือกันของเครือข่ายในครั้งนี้ก็มีความยินดีเป็นอย่างมาก เรามีเป้าหมายเดียวกัน โดยปกติเราจะบูรณาการการเรียนในห้องเรียนหรือนอกห้องเรียนอยู่แล้วเกี่ยวกับเรื่องการใช้สื่ออย่างไรให้ปลอดภัยและสร้างสรรค์ และเราทำอยู่ในรายวิชา ซึ่งจะต้องเชื่อมโยงกับโลกภายนอกในห้องเรียนให้กับเด็กให้ได้ เพราะไม่อย่างนั้นพวกเขาจะไม่เกิดความเข้าใจ และสิ่งที่คาดหวังก็คือ การทำงานร่วมกับภาคีอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน ยั่งยืนคือการเชื่อมต่อไปยังหน่วยงานที่จะพูดให้เรื่องนี้ไปให้ถึงระดับนโยบายได้อย่างไร และควรเป็นเรื่องที่เข้าไปอยู่ในวิชา GE (General Education) ให้ได้ เพื่อเด็กทุกคนจะได้เรียนเหมือนกันในเรื่องนี้ คือต้องทำให้เรื่องการใช้สื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์นี้เข้าไปอยู่ในวิถีของทุกคน เพื่อที่จะให้เขาเลือกเสพสื่อและวิเคราะห์สื่อต่าง ๆ ได้ด้วยตัวเอง เพราะตอนนี้ทุกคนก็เป็นผู้ผลิตสื่อได้เอง เราก็จะต้องสร้างสื่อที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์ รวมถึงต้องตระหนักให้มาก ๆ ในการไม่สร้างผลกระทบต่อคนอื่น ต้องสร้างให้พวกเขาตระหนักว่า ต้องไม่เอามุมมองของตัวเองมาตัดสินผู้อื่น เราต้อง based on กันด้วยเหตุผลไม่ใช่ด้วยอารมณ์ อาจารย์อังคณา พรมรักษา ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายพัฒนานิสิตและสื่อสารองค์กร และอาจารย์ประจำภาควิชานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้ฝากทิ้งท้ายในการสร้างระบบนิเวศสื่อปลอดภัยไว้ว่า เป็นเรื่องที่จะต้องร่วมมือกันทั้งผู้ใหญ่และเด็กเยาวชนถึงจะเกิดประสิทธิภาพ“ผู้ใหญ่เองต้องกำกับดูแลการใช้สื่อของลูก หลานว่าเป็นอย่างไร ไม่ปล่อยให้พวกเขาใช้สื่ออย่างอิสระ ต้องบอกพวกเขาได้ว่าสื่อเหล่านี้ดีหรือไม่ดีอย่างไร ควรมีส่วนร่วมแต่ต้องไม่ตัดสิน เพราะเด็กเยาวชนเข้าถึงสื่อได้ง่ายและรวดเร็ว ผู้ใหญ่ต้องคิดวิเคราะห์แยกแยะ สำหรับบ่างท่านที่บอกว่า โลกของสื่อเปลี่ยนไปไวมากจนเขาเองก็ไม่รู้ว่าอันไหนเป็นอย่างไร สิ่งที่เป็นพื้นฐานในการวิเคราะห์ได้ก็คือ ลองชั่งประโยชน์ดูว่า สื่อนั้นมันมีประโยชน์ต่อตัวเราและผู้อื่นอย่างไร หรือดูแล้วมันมีโทษอย่างไร ส่งผลกระทบต่อผู้อื่นอย่างไร และถ้าเราเป็นคนคนนั้นเราจะรู้อย่างไร แบบนี้เด็กจะเกิดความเข้าใจว่าทำอย่างนี้แล้วมันจะส่งผลกระทบกับใครบ้าง และเขาจะเป็นคนตัดสิน ดร.ธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ได้กล่าวปิดท้ายถึงการทำภารกิจในโครงการพัฒนาความร่วมมือเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ครั้งนี้ว่า คาดหวังอยากให้เกิดสื่อดี ๆ และลดทอนสื่อร้าย ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมให้มากที่สุด “ผมคิดว่า สิ่งเหล่านี้เป็นภารกิจที่ทุกหน่วยงานในสังคมไทยต้องร่วมมือกัน กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ของเราเป็นองค์กรเล็ก ๆ เราอาจจะเป็นผู้ริเริ่ม แต่ว่ามันจะเกิดประสิทธิภาพประสิทธิผลอย่างแท้จริงได้นั้นทุกภาคีเครือข่ายจะต้องร่วมมือกัน เพราะฉะนั้นนี่ก็เป็นหนึ่งสิ่งที่กองทุนฯ ของเราส่งเสริมและสนับสนุนทุกภาคส่วนให้มีความร่วมมือกันในการพัฒนาสื่อให้ปลอดภัยและสร้างสรรค์เกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง เพื่อสร้างระบบนิเวศสื่อที่ดีให้กับชุมชนทั้งในปัจจุบันและอนาคต นอกจากนี้ “โครงการพัฒนาความร่วมมือระหว่างกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์กับสถานศึกษาระดับอุดมศึกษาในท้องถิ่นเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์” โดยกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ร่วมมือกับ 3 มหาวิทยาลัยในครั้งนี้ จะเกิดผลเป็นหลักสูตรสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ทั้งสิ้น 3 หลักสูตร และเกิด 3 ห้องเรียนปฏิบัติการรู้เท่าทันสื่อ โดยเปิดโอกาสสำหรับนิสิตนักศึกษาและทุกคนที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวได้ฟรี! ทั้งในรูปแบบ Online และ Onsite ร่วมถึงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระบบนิเวศสื่อที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์ภายในสถาบันและชุมชนของตนอีกด้วย +++++++++++