'มทส.โคราช'ยืนหนึ่งเทคโนโลยีกัญชา-กัญชง โชว์นวัตกรรมเก็บเกี่ยวผลผลิตคุณภาพสูง

ข่าวทั่วไทย23 ก.ย. 2565 • 06:19 น.โดย เกษม  ชนาธินาถ
'มทส.โคราช'ยืนหนึ่งเทคโนโลยีกัญชา-กัญชง  โชว์นวัตกรรมเก็บเกี่ยวผลผลิตคุณภาพสูง

วันที่ 23 กันยายน 2565 เวลา 10.00 น.  นายชรินทร์  ทองสุข  รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา  พร้อมด้วย ศ. ดร.หนึ่ง  เตียอำรุง  รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี และคณบดีสำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร และ ศ.เกียรติคุณ ดร.นันทกร บุญเกิด นักวิจัยผู้เชี่ยวชาญประจำโครงการกัญชาฯ มทส. พร้อมด้วยผู้นำกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ตามโครงการแปลงปลูก Cannabis Sand Box  จังหวัดนครราชสีมา ร่วมทำพิธีตัดช่อดอกกัญชา-กัญชง  และ เปิดฟาร์มต้นแบบพืชเศรษฐกิจใหม่ ภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการระหว่าง มหาวิทยาลัยเทคโนโนโลยีสุรนารี (มทส.) กับ วิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์สุรนารี   อ.โชคชัย จ.นครราชสีมา โดยร่วมกันตัดช่อดอกกัญชาพันธุ์ลูกผสม Charlotte’s Angel-มทส. ภายในโรงเรือนปลูกของวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์สุรนารี ณ แปลงปลูก SUT Cannabis Sand Box  มทส.

จากนั้น รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชีมา พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร มทส. และผู้นำกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ได้เดินทางไปประกอบพิธีเปิดฟาร์มต้นแบบพืชเศรษฐกิจใหม่ฯ  ต.ท่าอ่าง (พลับพลา)  อ.โชคชัย จ.นครราชสีมา โดยมี นายรติ  ลอยทวินันท์  ประธานวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์สุรนารี ให้การต้อนรับ และนำชมโรงเรือน Green House มาตรฐาน พื้นที่ 7 ไร่ จำนวน 4 โรงเรือนมาตรฐาน ในโอกาสนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชีมา นำคณะร่วมปลูกต้นกล้ากัญชา-กัญชง “ลูกผสมลูกผสม Charlotte’s Angel”และ “พันธุ์ฝอยทองสุรนารี 1” เป็นปฐมฤกษ์ ภายในพื้นที่โรงเรือนปลูกกัญชา-กัญชง  ภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี

ทั้งนี้ ศ.ดร.หนึ่ง เตียอำรุง รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี และคณบดีสำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร กล่าวว่า จากการที่โครงการผลิตกัญชาเชิงคุณภาพเพื่อใช้ประโยชน์ทางการแพทย์และเชิงพาณิชย์ มทส.  ได้ดำเนินการพัฒนาเชิงพื้นที่ขยายแปลงปลูกกัญชาและกัญชง ในโครงการ SUT Cannabis Sandbox  ร่วมกับวิสาหกิจชุมชนและผู้ประกอบการ ถือเป็นแห่งแรกของประเทศไทย เมื่อต้นเดือนสิงหาคม 2565 ที่ผ่านมา เพื่อเปิดกว้างให้เกิดความร่วมมือในการพัฒนาเชิงพื้นที่ในการขับเคลื่อนวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise)   ประกอบด้วย การวางระบบแปลงปลูกมาตรฐาน ขนาดใหญ่ พื้นที่ 20 ไร่ จำนวน 32 โรงเรือน และพื้นที่ 8 ไร่ แปลงปลูกวิสาหกิจชุมชน  จำนวน 17 โรงเรือน 

ซึ่งถือเป็นต้นแบบนำไปพัฒนาเป็นธุรกิจผลิตพืชเศรษฐกิจใหม่ได้อย่างมีคุณภาพตามหลักเกณฑ์ GAP ภายใต้ทีมที่ปรึกษาของสำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร มทส. นับตั้งแต่การวางระบบโรงเรือนมาตรฐาน การคัดเลือกสายพันธุ์ที่เหมาะสม การเพาะกล้า เตรียมการปลูก บำรุงรักษา การเก็บเกี่ยว และรักษาคุณภาพ ถึงปัจจุบันสามารถยืนยันถึงความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีกัญชา-กัญชง มทส. ที่ยึดมั่นการวิจัย พัฒนา และคิดค้นนวัตกรรมเพื่อให้ได้ต้นทุนการผลิตต่ำ แต่ได้ผลผลิตคุณภาพสูง โดยวัสดุปลูกที่จำเป็นได้มาจากวัสดุเหลือทิ้งจากภาคอุตสาหกรรมเกษตรซื้อได้ภายในประเทศ  

อีกทั้งผลผลิตกัญชาภายใต้การควบคุมของ มทส. เป็นที่ยอมรับในระดับ Medical Grade เป็นผลจากการทดลอง ประเมินผล และปฏิบัติจริงของทีมนักวิจัย ทำให้เกิดความคุ้มค่าสำหรับการพัฒนาพืชเศรษฐกิจใหม่นี้  สำหรับในวันนี้โรงเรือนแปลงวิสาหกิจชุมชนขนาดเล็ก คือ “กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์สุรนารี” สามารถทำการตัดช่อดอกกัญชาพันธุ์ลูกผสม Charlotte’s Angel-มทส. ที่ทำการปลูกจำนวน 240 ต้น ได้เป็นผลสำเร็จ ให้ผลผลิตช่อดอกเต็มสมบูรณ์เต็มต้น  เป็นอีกหนึ่งสายพันธุ์ที่อยู่ในการครอบครองของมหาวิทยาลัยอย่างถูกต้อง เป็นสายพันธุ์ที่เหมาะสมกับสภาพอากาศของไทย ให้สารสำคัญออกฤทธิ์สูงระดับมาตรฐานที่ใช้ได้ทางการแพทย์และสาธารณสุข ค่าวิเคราะห์สาร CBD เฉลี่ย 8 – 12 เปอร์เซนต์  ซึ่งจะนำไปสู่ขั้นตอนการรักษาคุณภาพผลผลิตต่อไป

จากผลสำเร็จดังกล่าว ทำให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเชื่อมั่นในเทคโนโลยีด้านกัญชา-กัญชาของมหาวิทยาลัยที่ปรับใช้ได้จริง จึงได้ขยายผลเพิ่มพื้นที่ “ฟาร์มต้นแบบพืชเศรษฐกิจใหม่ฯ”  โดย“กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์สุรนารี” เพื่อการเข้าถึงด้านเทคโนโลยีกัญชา-กัญชาของเกษตรกรและผู้สนใจในพื้นที่ ภายใต้การให้คำปรึกษาการถ่ายทอดองค์ความรู้การควบคุมเทคโนโลยีการผลิตกัญชา-กัญชง จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีอย่างครบวงจร นับแต่การทดสอบใช้สายพันธุ์กัญชา-กัญชง ในการครอบครองของ มทส. อาทิ พันธุ์ฝอยทองสุรนารี-1  พันธุ์ลูกผสม Charlotte’s Angel-มทส.” เป็นต้น 

โดยการทดสอบการปลูกในโรงเรือนเปิด Greenhouse การทดสอบปลูกในระบบเปิด Out door การร่วมใช้สถานที่เพื่อการทดลอง และเก็บข้อมูล ในการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมด้านเทคโนโลยีกัญชา-กัญชง  เป็นระยะเวลา 6 เดือน นับแต่เดือนกันยายน 2565 – กุมภาพันธ์ 2566 เพื่อให้ฟาร์มต้นแบบเป็นส่วนหนึ่งในการเพิ่มมูลค่าให้กับพืชเศรษฐกิจใหม่ ในการสร้างรายได้ สร้างอาชีพ ยกระดับ และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างยั่งยืน