กรมสุขภาพจิตจับมือพันธมิตรบูรณาการเชิงรุก กระตุ้นแรงงานไทย Move on ด้วยกายใจเป็นสุข
กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน และ สำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ จัดโครงการพัฒนาเครือข่ายที่ปรึกษาแบบองค์รวม พร้อมบูรณาการเชิงรุกเพื่อแรงงานไทย Move on ได้ด้วยกายใจเป็นสุข
ผู้สื่อข่าวรายงาน ว่า ที่โรงแรมเวลาดี อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี กรมสุขภาพจิต ร่วมกับ กรมพัฒนาฝีมือแรงงานและ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตรเจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษาแบบองค์รวมฯ พร้อมเสริมพลังภาคีเครือข่าย พัฒนามาตรการนโยบายและระบบสนับสนุนเครือข่าย HR เพื่อช่วยเหลือและมีทักษะในการให้คำปรึกษา พร้อมแนะนำหาทางออกทั้งด้านสุขภาพ กาย ใจ และการเงินให้กับพี่น้องแรงงาน โดยมีนายปราโมทย์ ธัญญพืช รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต นายชาติวุฒิ วังวล ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงสุขภาพ สสส. หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และกลุ่มเป้าหมายเจ้าหน้าที่ทรัพยากรบุคคลจากสถานประกอบกิจการจากทั่วประเทศ 31 แห่ง 76 คน และบุคลากรศูนย์สุขภาพจิต กรมสุขภาพจิตทุกเขตทั่วประเทศ 26 คน ร่วมงาน
ทั้งนี้จากข้อมูลโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ ประจำปี 2564 ระบุว่าประเทศไทยมีประชากรวัยแรงงานอายุตั้งแต่ 15-59 ปี 57 ล้านคน คิดเป็น 2 ใน 3 ของประเทศ ซึ่งแรงงาน 15 ล้านคนหรือ ร้อยละ 40 ทำงานในสถานประกอบกิจการ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าพี่น้องแรงงานเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรทำให้เกิดการพัฒนาประเทศ แต่สถานการณ์วิกฤติการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ส่งผลให้พี่น้องแรงงานได้รับผลกระทบต่อสถานภาพทางเศรษฐกิจ การเงินรวมไปถึงสถานการณ์ทางจิตใจ ซึ่งถึงแม้ประเทศไทยจะเข้าสู่ช่วงการฟื้นฟูเศรษฐกิจ แต่ก็ยังมีพี่น้องแรงงานในภาคอุตสาหกรรมอีกไม่น้อยที่ยังประสบปัญหาทั้งทางกายและทางจิตใจ ทั้งจากการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก สูญเสียการงาน มีรายได้ไม่สมดุลกับค่าใช้จ่าย เกิดปัญหาหนี้สิน มีความเครียดและกังวล เหนื่อยล้าทางอารมณ์ รู้สึกหมดหวังหมดพลังชีวิต เสี่ยงต่อการเจ็บป่วยด้วยโรคทางจิตเวช เช่น โรคซึมเศร้า หรือนำไปสู่การฆ่าตัวตาย การช่วยเหลือพี่น้องแรงงานโดยการสร้างเครือข่ายการมีส่วนร่วมในสังคมเพื่อให้สามารถดูแลสุขภาพจิตของตนเองได้จึงเป็นกลไกที่จะสามารถแก้ไขปัญหาได้
ซึ่งบุคคลสำคัญในกลุ่มของพี่น้องแรงงานไทยนั่นก็คือ “เจ้าหน้าที่ทรัพยากรบุคคลในสถานประกอบกิจการ” ซึ่งจะมีบทบาทคนกลางที่จะเชื่อมโยง ส่งผ่านความหวัง ความห่วงใย ความปรารถนาดี ไปถึงกลุ่มวัยทำงานแรงงาน ให้สามารถจัดการความเครียด มีความเข้มแข็งทางจิตใจ มีพลัง ความหวังที่จะฝ่าข้ามวิกฤตไปได้ ซึ่งตอนนี้ได้มีการพัฒนาและขยายกลุ่มเครือข่ายที่สามารถให้คำปรึกษาแบบองค์รวม (Holistic Health Advisor) ทั้งด้านสุขภาพกาย ใจ และการเงิน เพื่อช่วยเหลือพี่น้องแรงงานและประชาชนทั่วไป ให้สามารถ Move on ได้ด้วยกายใจเป็นสุข
ในขณะที่ สสส. มีนโยบายการดำเนินงานในแผนสร้างเสริมสุขภาพจิต ซึ่งยุทธศาสตร์สำคัญในระยะ 10 ปี ข้างหน้า โดยได้กำหนดทิศทางที่จะช่วยสานพลัง และหนุนเสริมภารกิจของภาคส่วนต่างๆ สร้างเสริมและป้องกัน โดยการพัฒนาศักยภาพส่วนบุคคลตลอดช่วงวัย และการพัฒนามาตรการนโยบายและระบบสนับสนุน ซึ่งเกี่ยวข้องทั้งการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบุคคล และปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมและสังคม ให้ประชาชนมีสุขภาพจิตดี ได้สนับสนุนโครงการสร้างเสริมสุขภาพจิตเชิงรุก กลุ่มวัยแรงงาน “การสร้างสุข ลดทุกข์” ซึ่งดำเนินงานพัฒนารูปแบบทั้งแรงงานในระบบและนอกระบบ โดยสมาคมวิถีทางเลือกเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน สำหรับแรงงานในระบบของสถานประกอบการ โดยได้ดำเนินการสร้างต้นแบบ 6 แห่ง ต่อเนื่องไปยังโครงการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพกาย ใจ และการเงิน แรงงานผ่านเครือข่าย HR ในสถานประกอบการต้นแบบ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ภายใต้แผนงานพัฒนานโยบายสาธารณสุขภาพจิต โดยพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ทรัพยากรบุคคลให้มีความรู้ ทักษะ ทัศนคติที่ดีต่อการเป็นเจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษาสุขภาพแบบองค์รวมโดยสามารถนำความรู้ไปส่งเสริมและป้องกันปัญหาสุขภาพจิตในสถานประกอบกิจการต่อไปได้
อนึ่งในวันเดียวกันนี้กรมสุขภาพจิต กรมพัฒนาฝีมือแรงงานและ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ได้จัดให้มีการแถลงข่าว ประเด็นความร่วมมือในการส่งเสริมสุขภาพจิตของแรงงานไทยให้ Move On ได้ด้วยกายในเป็นสุข เพื่อให้สื่อมวลชนนำไปขยายผลประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชนในพื้นที่ด้วย