แม่ฮ่องสอนถอดบทเรียนบริหารจัดการในภาวะฉุกเฉินจากเหตุวาตภัย อุทกภัย น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่ม
จังหวัดแม่ฮ่องสอนถอดบทเรียนการดำเนินการจัดการในภาวะฉุกเฉินจากสาธารณภัย เหตุวาตภัย อุทกภัย น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่ม
วันที่ 6 ตุลาคม 2566 เวลา 09.30 น ที่ห้องประชุมขุนลุมประพาส ศาลากลางจังหวัดแม่ฮ่องสอน นายเชษฐา โมสิกรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน มอบหมายให้นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการประจำศูนย์บัญชาการเหตุการณ์วาตภัย อุทกภัย น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่ม จังหวัดแม่ฮ่องสอน ปี ๒๔๖๖ ครั้งที่ ๒/๒๕๖๖ โดยมีเรื่องแจ้งให้ที่ประชุมทราบ จากสถานการณ์ที่ผ่านมา จังหวัดแม่ฮ่องสอน เกิดเหตุอุทกภัย น้ำป่าไหลหลากและดินโคลนถล่ม จำนวน ๗ อำเภอ ๒๒ ตำบล ๑๓๑ หมู่บ้าน บ้านเรือนราษฎรได้รับความเสียหายบางส่วน และเสียหาย อย่างสิ้นเชิง จำนวน ๑๓ หลัง ประชาชนได้รับผลกระทบจำนวน ๒๒,๙๐๙ ครัวเรือน ๕๕,๕๑๖ คน เสียชีวิต ๑ ราย โดยมี ๒ สถานการณ์ ที่เป็นเหตุการณ์รุนแรงมีผู้เสียชีวิต ๑) เมื่อวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๖๖ เวลา ๐๔.๐๐ น. เกิดเหตุอุทกภัยน้ำป่าไหลหลากบ้านแม่ต่อละ หมู่ที่ ๒ ตำบลแม่สามแลบ อำเภอสบเมย ซึ่งพื้นที่ประสบภัยเป็นพื้นที่ห่างไกล (๒) เมื่อวันที่ ๘ กันยายน ๒๕๖๖ เวลา ๒๒.๐๐ น. เกิดเหตุอุทกภัยน้ำไปไหลหลากบ้านห้วยผา หมู่ที่ ๑ ตำบลห้วยผา อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน ซึ่งพื้นที่ประสบภัยในเขตพื้นที่ใกล้เมือง และเส้นทางคมนาคมสายหลัก จากสถานการณ์ทั้ง ๒ สถานการณ์ มีลักษณะพื้นที่ที่เกิดเหตุแตกต่างกัน จึงเชิญคณะกรรมการประจำศูนย์บัญชาการเหตุการณ์วาตภัย อุทกภัย น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่ม จังหวัดแม่ฮ่องสอน ปี ๒๕๑๖ ประชุมหารือเพื่อหาแนวทางการจัดการสาธารณภัย ในปี ๒๕๖๗
ทั้งนี้ที่ประชุมได้สรุปคาดการณ์ลักษณะอากาศ/สถานการณ์น้ำ โดยสถานีอุตุนิยมวิยาแม่ฮ่องสอน โครงการชลประทานแม่ฮ่องสอน และสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติภาค พร้อมทั้งพิจารณามาตรการเร่งด่วนรับมือน้ำท่วม สรุปสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ตามประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน โดยสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดแม่ฮ่องสอน ตลอดจนพิจารณาการถอดบทเรียนในปี ๒๕๖๖ เพื่อเป็นแนวทางการดำเนินการในปี ๒๕๖๗ การจัดการในภาวะฉุกเฉินจากสาธารณภัยเข้าสู่ระยะฟื้นฟู โดยใช้กระบวนการ พื้นสภาพ (Rehabilitatiori) และซ่อมสร้าง (Reconstruction) ซึ่งเป็นการดำเนินการเพื่อปรับสภาพระบบ สาธารณูปโภคการดำรงชีวิต และสภาวะวิถีความเป็นอยู่ของชุมชนที่ประสบภัยให้กลับสู่สภาวะปกติ หรือพัฒนาให้ดีขึ้นกว่าเดิมตามความเหมาะสม