นครพนมชวนเที่ยวทำบุญใหญ่อีสานนมัสการองค์พระธาตุบูชาพระอุรังคธาตุ
ในช่วงนี้บรรยากาศการท่องเที่ยว เริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้ง หลังได้รับกระทบจากสถานการณ์โควิดระบาด มานานกว่า 2 ปี ทำให้มีการงดจัดงานประเพณีสำคัญต่างๆ ทำให้ปีนี้งานประเพณีสำคัญ ได้กลับมาคึกคักอีกครั้ง โดยเฉพาะงานบุญประเพณีที่ยิ่งใหญ่ของภาคอีสาน คือ งานนมัสการองค์พระธาตุพนม สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง ถือเป็นงานบุญประเพณีที่สืบทอดมาแต่พุทธกาล ส่วนปีนี้กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 มกราคม 2566 ถึงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2566 รวม 9 วัน 9 คืน หรือในช่วงวันขึ้น 8 ค่ำ เดือน 3 ถึง วันแรม 8 ค่ำ เดือน 3 ตามประเพณี ถือเป็นประเพณีโบราณที่ชาวอีสาน ตลอดจนชาวพุทธทั้งไทยและ ลาว ได้ให้ความสำคัญ เพราะเป็นบุญประเพณีที่สืบทอดมาแต่โบราณ จัดขึ้นเพื่อถวายเป็นพุทธบูชาแด่องค์พระธาตุพนม รวมถึงองค์พระสัมมาสัมมาพุทธเจ้า เนื่องจาก ภายในองค์พระธาตุพนม ได้บรรจุพระอุรังคธาตุไว้ภายใน มีอายุเก่าแก่กว่า 2,500 ปี โดยมีการนยืนยันค้นพบพระอุรังคธาตุ ที่บรรจุไว้ภายใน หลังจากเหตุการณ์พระธาตุพนมล้ม เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2518
ผู้สื่อข่าวรายงาน ว่า พิธีศักดิ์สิทธิ์สำคัญ จะเริ่มแต่วันแรกภาคเช้า ปีนี้ตรงกับวันที่ 29 มกราคม 2566 พุทธศาสนิกชนทั้งชาวไทยชาวลาว นับแสนคน จะร่วมกัน ประกอบพิธีอัญเชิญพระอุปคุต จากริมแม่น้ำโขง เพื่อไปประดิษฐาน ณ พระวิหารหอพระแก้ว ภายในวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร รวมถึงแห่เครื่องสักการบูชา ของชนเผ่าต่างๆ ทั้ง 8 เผ่า ที่อาศัยอยู่ใน จ.นครพนม รวมถึงชาวไทยเชื้อสายเวียดนาม มาร่วมขบวนแห่พิธีอัญเชิญ รวมถึงขบวนศิลปวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่นอีสาน ที่มีความศรัทธา จะเดินทางมาร่วมพิธี ถือเป็นพิธีศักดิ์สิทธิ์ที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ จัดขึ้นก่อนเปิดงานนมัสการองค์พระธาตุพนม เพื่อขอให้องค์พระอุปคุต ถือเป็นพระผู้มีอิทธิฤทธิ์ตามตำนานความเชื่อ มาช่วยคุ้มครองปกปักษ์รักษา ปกป้องภยันตรายต่างๆ ไม่ให้เกิดขึ้น จนกว่างานจะสำเร็จเรียบร้อยเป็นไปด้วยดี ตลอด 9 วัน 9 คืน เนื่องจากในตำนานพุทธกาล เชื่อกันว่า พระอุปคุต เป็นผู้มีอิทธิฤทธิ์ บำเพ็ญเพียร อยู่ใต้มหาสมุทร เมื่อมีงานประเพณีสำคัญ จะมีการอัญเชิญมาปกปักรักษา คุ้มภัย จึงได้ยึดถือมาจากครั้งพุทธกาล โดยจำลองนำพระอุปคุต ขึ้นมาจากแม่น้ำโขง เพื่อมาปกปักรักษา คุ้มครองประชาชน นักท่องเที่ยว ศรัทธา ตลอดการจัดงาน
ส่วนกิจกรรมสำคัญ ตลอดงานจะมีการทำบุญสวดมนต์เจริญภาวนา ถวายเป็นพุทธบูชา การส่งเสริมกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา การเวียนเทียนบูชาพระธาตุพนม ให้ประชาชน นักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทยชาวลาว ไปจนถึงลูกหลานเยาวชน ได้ร่วมทำบุญ ส่งเสริมพระพุทธศาสนา ทำให้ทุกปี ส่งผลดีต่อภาคเศรษฐกิจการค้าการท่องเที่ยว ในพื้นที่ ทั้งโรงแรมที่พัก ร้านค้า ร้านอาหาร รวมถึงสินค้าต่างๆ ขายดี ทุกอาชีพกลายเป็นธุรกิจสร้างรายได้ มีเงินหมุนเวียนสะพัดในพื้นที่ ปีละกว่า 50 ล้านบาท ถือเป็นงานบุญประเพณีที่ยิ่งใหญ่ กระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยว เป็นอย่างดี ยิ่งในช่วงวันสุดท้ายของงานทุกปีจะมีประชาชน นักท่องเที่ยวพุทธศาสนิกชนทั้งชาวไทย ชาวลาว ที่มีจิตศรัทธา มาเที่ยว ทำบุญ ร่วมแสนคน
ด้าน อาจารย์หมง อภัยโส อายุ 64 ปี ประธานชมรมศิษย์วัดพระธาตุพนม เปิดเผยว่า สำหรับองค์พระธาตุพนม ถือเป็นพระธาตุศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองมายาวนาน อายุเก่าแก่ราวกว่า 2,500 ปี ภายในได้มีการบรรจุพระอุรังคธาตุ หรือกระดูกส่วนหน้าอก ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไว้ และเป็นพระธาตุประจำวันเกิดของผู้ที่เกิดวันอาทิตย์ และคนที่เกิดปีวอก ส่วนงานนมัสการองค์พระธาตุพนม สืบทอดกันมายาวนาน ตั้งแต่ ปี 2519 ยาวนานเกือบ 50 ปี โดยจากประวัติความเป็นมา ตามตำนานความเชื่อ พระอุรังคนิทาน ระบุไว้ว่า สมัยหนึ่งในปัจฉิมโพธิกาล พระพุทธเจ้า พร้อมพระอานนท์ ได้เสด็จมาทางอากาศ เพื่อไปบิณฑบาต ที่เมืองศรีโคตรบูร สปป.ลาว ภายหลังได้มาประทับแรมที่ภูกำพร้า คือ จุดที่ก่อสร้างองค์พระธาตุพนมในปัจจุบัน จากนั้นพญาอินทร์ ได้เสด็จมาทูลถาม ซึ่งพระพุทธองค์ได้ตรัสว่า เป็นประเพณีของพระพุทธเจ้า 3 พระองค์ ในภัททกัลป์ที่นิพพานไปแล้ว บรรดาสาวกจะนำพระบรมสารีริกธาตุมาบรรจุไว้ที่ภูกำพร้า เช่นกันกับพระพุทธองค์ เมื่อนิพพานแล้ว พระมหากัสสะปะ ผู้เป็นสาวก จะได้นำเอาพระบรมสารีริกธาตุมาบรรจุไว้เช่นกัน
ทั้งนี้ภายหลัง พระพุทธเจ้าปรินิพาน พระมหากัสสะปะ ผู้เป็นสาวก ได้ร่วมกัน สร้างองค์พระธาตุพนมขึ้น เพี่ออัญเชิญพระอุรังคธาตุ มาประดิษฐาน ประมาณพุทธศตวรรษที่ 12 -14 หรือในราวปี พ.ศ.8 สมัยอาณาจักรศรีโคตรบูร กำลังเจริญรุ่งเรือง โดยการนำของพญาเจ้าเมืองทั้ง 5 และพระอรหันต์ 500 องค์ ซึ่งในยุคแรก ได้ก่อสร้างจากดินดิบ เป็นเตาสี่เหลี่ยม ข้างในเป็นโพรงมีประตูทั้ง 4 ด้าน จากนั้นได้มีการบูรณะ ครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ.500 และทำการบูรณะต่อเนื่องมา รวมถึง 6 ครั้ง จนกระทั่งเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2518 พระธาตุพนมได้พังทลายลง เนื่องจากฐานเก่าแก่ ทำให้เป็นที่ฮือฮา เพราะได้พบเห็นผอบแก้ว บรรจุพระอุรังคธาตุ 8 องค์ ไว้ภายใน และมีการลงเข็มรากสร้างพระธาตุพนมองค์ใหม่ เมื่อปี 2519 เป็นเจดีย์ทรงฐาน 4 เหลี่ยม ความสูง จากพื้นถึงยอดฉัตร 57 เมตร ฐานกว้างด้านละ ประมาณ 12 เมตร ยอดฉัตรเป็นทองคำ ภายในได้บรรจุพระอุรังคธาตุ หรือกระดูกส่วนหน้าอก ของ พระพุทธเจ้า จากนั้น จึงได้มีการจัดพิธีเฉลิมฉลอง บูชาองค์พระธาตุพนม จนสืบทอดมาถึงถึงปัจจุบันทุกปี ที่สำคัญถือเป็นงานประเพณีที่ยิ่งใหญ่ ส่งผลดีทั้งการท่องเที่ยว และสร้างเศรษฐกิจ เงินหมุนเวียนสะพัดปีละ หลาย 100 ล้านบาท ส่วนยอดทำบุญ มีพลังศรัทธาร่วมบริจาค ปีละไม่ต่ำกว่า 20 -30 ล้านบาท
โดยบรรดาชาวพุทธในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยและในประเทศลาว เชื่อถือสืบ ๆ กันมาว่า ถ้าใครมีโอกาสเดินทางไปไหว้พระธาตุพนมอันศักดิ์สิทธิ์ ถวายเครื่องสักการะบูชาหน้าองค์พระธาตุพนม จิตใจจะสงบเยือกเย็นอย่างน่าอัศจรรย์ยิ่ง ถ้ายังไม่บรรลุนิพพานในชาตินี้ เมื่อตายแล้ววิญญาณก็จะได้ไปสู่สวรรค์ ชาวพุทธในถิ่นนี้ถือกันว่าองค์พระธาตุพนม ไม่เพียงแต่จะเป็นเจดีย์ที่บรรจุพระอุรังคธาตุ หรือกระดูกส่วนหน้าอกของพระพุทธเจ้าเท่านั้น แต่ยังเป็นสถานที่ซึ่งครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าเมื่อยังทรงพระชนม์อยู่ ได้ทรงเสด็จมาประทับแรมอยู่หนึ่งราตรี อีกด้วย ทำให้ทุกปีในวันงานจะมีประชาชนจากทั่วทุกสารทิศของไทยและชาวลาว ต่างเดินทางกันมาร่วมพิธีกรรมมากมาย กว่าแสนคน พร้อมมีการจัดมหรสพสมโภชคึกคักสนุกสนานจัดเป็นงานบุญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภาคอีสาน