'อ่างทอง'จัดงานรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เนื่องในวันยุทธหัตถี

ข่าวทั่วไทย18 ม.ค. 2566 • 05:22 น.
'อ่างทอง'จัดงานรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เนื่องในวันยุทธหัตถี

วันที่ 18 มกราคม 2566 เวลา 07.20 น. บริเวณลานพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช วัดป่าโมกวรวิหาร อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง นายรังสรรค์ ตันเจริญ ผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง เป็นประธานการจัดกิจกรรมเนื่องในวันยุทธหัตถีของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ประจำปี 2566  โดยมี ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดอ่างทอง ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอ่างทอง รองผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดอ่างทอง นายกเหล่ากาชาดจังหวัดอ่างทอง อัยการจังหวัดอ่างทอง ผู้แทนผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 13 ผู้แทนรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดอ่างทอง (ท.) หัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอ คณะกรรมการเหล่ากาชาดจังหวัดอ่างทอง ชมรมแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดอ่างทอง ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน เข้าร่วมพิธี 

ซึ่งกิจกรรมประกอบด้วย พิธีบวงสรวง พิธีเจริญพระพุทธมนต์ พิธีวางพานพุ่มดอกไม้ถวายราชสักการะ และกล่าวคำถวายราชสดุดี เพื่อสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ ที่ทรงกอบกู้เอกราชของชาติไทย และทรงสถาปนาความเข้มแข็งมั่นคงแก่ประเทศไทยมาในอดีตกาล อันนำมาซึ่งความสุขสงบและเกียรติภูมิของราชอาณาจักรมาถึงกาลปัจจุบัน

ทั้งนี้ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงแสดงพระปรีชาสามารถและความกล้าหาญด้วยการกระทำศึกสงครามตั้งแต่พระชันษาได้เพียง 20 พรรษาและต่อเนื่องเกือบตลอดรัชกาลของพระองค์โดยมิได้หวาดหวั่นต่ออริราชศัตรู ถึงแม้ว่าจะตกอยู่ในฐานะตัวจำนำประเทศราช  ทรงเป็นจอมทัพไทย กระทำการรบชนะข้าศึกในหลายครั้ง ทรงประกาศอิสรภาพ ทรงกอบกู้เอกราชให้กับชาติไทยทำให้ราชอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา เจริญรุ่งเรือง จนได้รับการยกย่องสรรเสริญว่า เป็นพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่และได้รับสมัญญานามว่า“มหาราช”  และการศึกสงครามครั้งสำคัญ ที่นับเป็นสงครามที่ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ชาติไทย ที่ทำให้พระเกียรติยศของพระองค์เป็นที่เลื่องลือแพร่ไปทั่วชมพูทวีปคือ สงครามยุทธหัตถี ที่เกิดขึ้นเมื่อปีพุทธศักราช 2135  เป็นสงครามที่ถือคติกันมาแต่โบราณว่า การชนช้างเป็นยอดยุทธวิธีของนักรบเป็นการต่อสู้ระหว่างตัวต่อตัว แพ้ชนะกันด้วยความสามารถ มิได้อาศัยกลอุบายแต่อย่างใด วันยุทธหัตถี ซึ่งตรงกับวันที่ 18 มกราคมของทุกปี จึงถือเป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่งของชาติไทย