สคร.9 เตือนหญิงตั้งครรภ์ติดเชื้อไวรัสซิกาเสี่ยงทารกพัฒนาการช้าอย่าให้ยุงลายกัดพบผู้ป่วยสะสม 53 ราย

ข่าวทั่วไทย21 พ.ย. 2567 • 14:58 น.โดย เกษม  ชนาธินาถ
สคร.9 เตือนหญิงตั้งครรภ์ติดเชื้อไวรัสซิกาเสี่ยงทารกพัฒนาการช้าอย่าให้ยุงลายกัดพบผู้ป่วยสะสม 53 ราย

วันที่ 21 พ.ย.67 นายแพทย์ทวีชัย วิษณุโยธิน ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 นครราชสีมา เปิดเผยว่า โรคติดเชื้อไวรัสซิกา มียุงลายเป็นพาหะนำโรค เช่นเดียวกับโรคไข้เลือดออก และโรคไข้ปวดข้อยุงลาย ทำให้ผู้ป่วยมีผื่นแดงตามลำตัวและแขนขา มีไข้ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ตาแดง และสามารถติดต่อจากมารดาสู่ทารกในครรภ์ และอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง คือ ทารกเกิดความพิการทางสมองและระบบประสาท ส่งผลให้ทารกที่เกิดมามีความผิดปกติ เช่น ศีรษะเล็ก การได้ยินผิดปกติ และพัฒนาการช้า เป็นต้น

lสำหรับสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสซิกาในเขตสุขภาพที่ 9 ระหว่างวันที่ 7 มกราคม - 15 พฤศจิกายน 2567 พบผู้ป่วยสะสมจำนวน 53 ราย แยกเป็นรายจังหวัด ดังนี้ 1) จังหวัดสุรินทร์ มีผู้ป่วยสะสมจำนวน 40 ราย 2) จังหวัดชัยภูมิ มีผู้ป่วยสะสม จำนวน 9 ราย 3) จังหวัดนครราชสีมา มีผู้ป่วยสะสมจำนวน 2 ราย 4) จังหวัดบุรีรัมย์ มีผู้ป่วยสะสมจำนวน 2 ราย กลุ่มอายุที่ป่วยสูงสุดคือ กลุ่มอายุ 10-14 ปี รองลงมาคือ กลุ่มอายุ 40-49 ปี และกลุ่มอายุ 15-19 ปี ตามลำดับ

ทั้งนี้ขอแนะนำให้หญิงตั้งครรภ์ควรป้องกันตนเองอย่าให้ถูกยุงกัดด้วยการทายากันยุง และไปฝากครรภ์ตลอดระยะเวลาที่ตั้งครรภ์จนกว่าจะคลอด หากตรวจพบว่าติดเชื้อไวรัสซิกาต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดโดยสูตินรีแพทย์ ส่วนในชุมชน ขอให้ค้นหาหญิงตั้งครรภ์ เนื่องจากเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ติดเชื้อแล้วทารกจะมีโอกาสพิการศีรษะเล็กได้ และขอให้ช่วยกันกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายในบริเวณบ้าน และรอบๆ ชุมชน โดยใช้มาตรการ 3 เก็บป้องกัน 3 โรค คือ 1) เก็บบ้าน ให้สะอาดไม่ให้ยุงลายเข้ามาเกาะพัก 2) เก็บขยะ ภายในบริเวณบ้านและชุมชน ให้เรียบร้อยไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย 3) เก็บน้ำ เก็บภาชนะกักเก็บน้ำให้มิดชิดเพื่อป้องกันยุงลายลงไปวางไข่ รวมถึงทายากันยุง และนอนในมุ้งหรือห้องที่มีมุ้งลวดกันยุง เพื่อป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสซิกา โรคไข้เลือดออก และโรคไข้ปวดข้อยุงลาย

อีกทั้งขอให้ประชาชนสังเกตอาการป่วยของคนในครอบครัว ไม่ควรซื้อยาลดไข้ในกลุ่มเอ็นเสด (NSAIDs) ได้แก่ ไอบูโพรเฟน ไดโครฟีแนก แอสไพริน รวมถึงยาชุด มารับประทาน และให้รีบพาผู้ป่วยไปพบแพทย์หรือสถานบริการสาธารณสุขที่อยู่ใกล้บ้าน เพื่อได้รับการรักษาที่ถูกต้องรวดเร็ว จะช่วยลดโอกาสการเสียชีวิตได้ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422