จับตาย “หมูเถื่อน” อย่าให้เป็น “มวยล้มต้มคนไทย”

เกษตร27 ก.ย. 2565 • 09:23 น.
จับตาย “หมูเถื่อน” อย่าให้เป็น “มวยล้มต้มคนไทย”

การปราบปราม “หมูเถื่อน” ของไทยตอนนี้ เหมือนภาพยนตร์ “ตำรวจจับผู้ร้าย” และเป็นผู้ร้ายระดับชาติที่ลักลอบเข้าประเทศมา จำเป็นต้องถอนรากถอนโคนให้สิ้นซาก เป็นการชิงไหวชิงพริบและงัดกลเม็ดมาหลอกล่อต่อสู้กัน ที่สุดผู้ร้ายก็จนมุมโดนจับและกำลังจะสาวไปจนถึงตัวผู้บงการ เพื่อนำตัวไปดำเนินคดีตามกฎหมาย แต่จนแล้วจนรอดยังจับตัว “หัวหน้าใหญ่” ไม่ได้

เหมือนสถานการณ์ปัจจุบันที่กรมศุลกากรและกรมปศุสัตว์ เล่นบทตำรวจไล่จับผู้ร้าย คือ ขบวนการลักลอบนำเข้าหมูเถื่อน ที่แฝงตัวอยู่ในหลายจังหวัด โดยมีห้องเย็นเป็นเครือข่ายโดยเฉพาะที่ สมุทรปราการ สมุทรสาคร นครปฐม มหาสารคาม เชียงใหม่ สงขลา เป็นศูนย์กลางกระจายสินค้าผิดกฎหมายไปภูมิภาคต่างๆ ทั่วไทย และขายกันแบบเย้ยเย้ยฟ้าท้าตำรวจ ทั้งแบบออนไลน์ เปิดหน้าร้านบนเฟสบุ๊ค สนนราคาเนื้อแดงที่แสนถูกตั้งแต่ 135-150 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งทางเพจจะรับลูกค้าที่สามารถปฏิบัตตามข้อกำหนดได้เท่านั้น เช่น ต้องสั่งซื้อขั้นต่ำ 100 กิโลกรัม สั่งจำนวนนี้ก็ต้องเป็นพ่อค้าแม่ค้าเขียงหมู ร้านอาหาร เช่น ร้านหมูกระทะ ที่ต้องการปริมาณมากเพื่อลดต้นทุนและทำกำไรสูงสุด 

ตัดบทมาที่ผู้บริโภคไทย ไม่ง่ายที่จะแยกได้ว่าชิ้นไหนหมูไทยชิ้นไหนหมูลักลอบนำเข้า แต่เน้นราคาถูกเป็นที่ตั้ง หารู้ไม่ว่าหมูเถื่อนมาพร้อมของแถมพิเศษคือสารเร่งเนื้อแดง ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น แต่สามารถส่งคนไทยให้ตายแบบไม่รู้ตัว เพราะประเทศต้นทางนำเข้ายังอนุญาตให้ใช้สารในกลุ่มเบต้าอะโกนิสต์ (Beta-Agonist) ซึ่งเป็นสารเร่งเนื้อแดง เช่น แรคโตพามีน ในการเปลี่ยนไขมันเป็นกล้ามเนื้อ และลดการสะสมไขมันในเนื้อเยื่อ ทำให้เนื้อมีสีแดงเข้ม ทำให้ผู้บริโภคหัวใจเต้นผิดปกติ นอนไม่หลับ คลื่นไส้ อาเจียนได้ ที่สำคัญหมูเถื่อนเหล่านี้เป็นอาหารขยะที่ประเทศต้นทางไม่ต้องการและมีโอกาสเป็นหมูที่ติดโรค ASF สูงมาก 

อีกด้านหนึ่ง คือ ผู้เลี้ยงหมูไทยต้องเผชิญกับความยากลำบากจากความเสี่ยงในการเดินหน้าอาชีพให้ยั่งยืน เพราะราคาหมูนำเข้าที่บิดเบือนกลไกราคาในประเทศ ไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงที่ได้รับผลกระทบจากสงครามรัสเซียยูเครนต้นทุนอาหารสัตว์เพิ่มขึ้น 30% ดันต้นทุนการผลิตหมูไปอยู่ที่ 98-101 บาทต่อกิโลกรัม เทียบกับต้นทุนหมูเถื่อนเพียง 40-50 บาทต่อกิโลกรัมเท่านั้น จะแข่งขันกันได้อย่างไร?

ตัดกลับมาที่กรมศุลกากรและกรมปศุสัตว์ วิ่งไล่จับผู้ร้ายจนเกือบจะจนมุมแล้วแต่ดันหยุดวิ่งซะงั้น ปล่อยผู้ร้ายวิ่งเหยาะๆ หายไป ผ่านไปแรมเดือน ผู้เลี้ยงหมูทั่วประเทศความอดทนสิ้นสุดตีกลองประชุมประกาศให้สังคมรับรู้ว่าหมูเถื่อนอาละวาดไทย เข้ามาหลายทางทั้งท่าเรือแหลมฉบัง และทางตะเข็บชายแดนติดประเทศเพื่อนบ้าน ต้องปกป้องตัวเองเร่งด่วน โดยเฉพาะรายย่อยที่จะจับหมูปลายนี้ ราคาต้นทุนต่างกันลิบลับ “หมูไทยตอกตะปูปิดฝาโลง” แน่นอน ... 2 กรม อย่าได้แต่มองหน้ากันเลิกลั่ก แล้วเกี่ยงกันใครก่อนใครหลัง หากแต่ต้องผนึกกำลังกันต่อสู้กับโจร ด่านหน้ากรมศุลกากรต้องหนักแน่น..จับให้มั่นคั้นให้ตาย

สิ่งที่เห็นคือ เดือนกันยายนนี้แหละ วิถีจับโจรกลับมาคึกคักกันอีกครั้งหลังพักร้อนไปเป็นเดือน ล่าสุด 2 กรม ต่างโชว์ผลงานปราบโจรกันแบบวันเว้นวัน โดยวันที่ 19 กันยายน 2565 อธิบดีกรมศุลกากร โชว์การจับกุมเนื้อสุกรแช่แข็ง น้ำหนักกว่า 35,000 กิโลกรัม มูลค่าประมาณ 7.34 ล้านบาท และสถิติการจับกุมการลักลอบนำเนื้อสุกรและชิ้นส่วนสุกรของกรมฯ ตั้งแต่ช่วงเดือนกรกฎาคม 2565 ถึงปัจจุบัน มีจำนวนทั้งหมด 5 คดี รวม 43,800 กิโลกรัม มูลค่า 8,940,000 บาท  และเช้าวันที่ 21 กันยายน 2565 กรมปศุสัตว์ ไม่น้อยหน้าประกาศศักดาอายัดซากสุกรไม่มีใบอนุญาตเคลื่อนย้ายจำนวน 1,304 กิโลกรัม จาก 2 ห้องเย็น ในจังหวัดนครปฐม เท่านี้เขาเรียก “จิ๊บๆ” จะโชว์ทั้งที่มันต้องมี “จับใหญ่”ให้เห็น

จุดไคลแมกซ์ (Climax) ของเรื่องนี้ คือ คนไทยต้องมีอาหารปลอดภัยอย่างเพียงพอ ผู้เลี้ยงหมูไทยต้องมีที่ยืนสืบต่ออาชีพได้ กรมศุลกากรและกรมปศุสัตว์ ต้องโชว์เหนือสาวไปจนถึง “หัวหน้าใหญ่” ของวงการหมูเถื่อน และดำเนินคดีให้เด็ดขาดแบบไม่มีหักมุม อย่าให้โดนตบตาด้วยลูกไม้ตื้นๆ แต่ขอให้คำนึงถึงประโยชน์ของประเทศไทยและคนไทย อย่าเห็นแก่หน้าอินทร์หรือหน้าพรหม...จากนี้และต่อๆไป หมูเถื่อนต้องหมดไป สังคมกำลังจับตาดูแบบกัดไม่ปล่อยไม่ให้เป็น “มวยล้มต้มคนไทย”

โดย : สมสมัย หาญเมืองบน