ศูนย์วิจัยข้าวปราจีนบุรี พัฒนาพันธุ์ข้าว ให้เหมาะสมนิเวศนาน้ำลึกอย่างมีประสิทธิภาพ
ศูนย์วิจัยข้าวปราจีนบุรี พัฒนาพันธุ์ข้าว เพื่อความเหมาะสมในนิเวศนาน้ำลึกอย่างมีประสิทธิภาพ แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี
ศูนย์วิจัยข้าวปราจีนบุรี ก่อตั้งปี 2518 เป็นสถานีทดลองข้าวปราจีนบุรี สังกัดกรมวิชาการเกษตร ซึ่งมีภารกิจ หรือวิสัยทัศน์ เน้นในการวิจัย และพัฒนาข้าวในนิเวศนาน้ำลึก ซึ่งเกี่ยวข้องกับข้าวน้ำลึกและ ข้าวขึ้นน้ำ ปี 2525 เปลี่ยนจากสถานีทดลองข้าว เป็นศูนย์วิจัยข้าวปราจีนบุรี สังกัดกรมวิชาการเกษตรเช่นเดิม ปี 2549 มีการปรับโครงสร้าง จากกรมวิชาการเกษตร มาเป็นกรมการข้าว ภารกิจเช่นเดิม แต่ว่ามีเครือข่าย 3 ศูนย์ ก็คือ ศูนย์วิจัยข้าวพระนครศรีอยุธยา ศูนย์วิจัยข้าวฉะเชิงเทรา โดยศูนย์วิจัยข้าวปราจีนบุรีเป็นศูนย์หลักในการพัฒนาส่งเสริมด้านการวิจัยและพัฒนาข้าว กรมการข้าว และยังเน้นหนักเกี่ยวกับภารกิจ ทางนิเวศด้านข้าวน้ำลึก ข้าวขึ้นน้ำ และนิเวศอื่นๆ
นายโอภาส วรวาท ผู้อำนวยศูนย์วิจัยข้าวปราจีนบุรี เปิดเผยว่า ศูนย์วิจัยข้าวปราจีนบุรี ก่อตั้งมากว่า 40 ปี มีการดำเนินงานด้านวิจัยข้าวน้ำลึกและข้าวขึ้นน้ำ เนื่องจากพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี เป็นพื้นที่ลุ่มหรือพื้นที่เป็นแอ่งกระทะ ในฤดูฝนมักพบปัญหาระดับน้ำขังค่อนข้างสูง ในแต่ละพื้นที่จะมีรูปแบบการท่วมขังน้ำที่แตกต่างกัน โดยแบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ คือ น้ำท่วมฉับพลัน หมายถึง น้ำท่วมที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมากในบริเวณที่ลุ่มต่ำ และระบายน้ำออกได้ภายในหนึ่งถึงสองสัปดาห์
ซึ่งสาเหตุเกิดจากฝนที่ตกหนักมากติดต่อกันหรือจากพายุฝนที่เกิดซ้ำหลายครั้ง ข้าวที่สามารถปลูกได้ในสภาพนี้ต้องเป็นข้าวที่มีความสามารถในการทนน้ำท่วมได้ประมาณ 14 วัน และ น้ำท่วมขัง หมายถึง น้ำท่วมขังเกินกว่า 50 เซนติเมตร เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 1 เดือน พื้นที่ลักษณะนี้มีกระจายอยู่ทั่วประเทศบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำในภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ข้าวที่สามารถเจริญเติบโตและให้ผลผลิตได้ จะต้องมีความสามารถในการยืดปล้องเพื่อหนีน้ำ และในวันที่ 13 กันยายน 2564 ที่ผ่านมา กรมการข้าวได้มีการพิจารณาจะรับรองพันธุ์ข้าว กข89 (นุ่มบ้านสร้าง) ซึ่งเป็นพันธุ์ข้าวขึ้นน้ำที่มีลักษณะ นุ่ม อมิโลส ประมาณ 15-16 เปอร์เซ็น โดยปกติแล้วยังไม่เคยมีพันธุ์ข้าวขึ้นน้ำ ที่มีความนุ่ม ซึ่งพันธุ์นี้เป็นพันธุ์แรกของข้าวขึ้นน้ำ เดิมมีแต่พันธุ์ข้าวพื้นแข็ง พูดได้ว่า ศูนย์วิจัยข้าวปราจีนบุรีเป็นศูนย์ฯหลักที่ศึกษาวิจัยข้าวในนิเวศนาน้ำลึกและข้าวขึ้นน้ำ ที่เดียวในประเทศเลยก็ว่าได้
นายโอภาส กล่าวต่ออีกว่า ข้าวนาน้ำลึกส่วนใหญ่เป็นข้าวไวต่อช่วงแสง ระยะเวลาออกดอกค่อนข้างแน่นอน ปลูกได้ปีละครั้ง ใช้เวลาปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวประมาณ 6-9 เดือน ต้นข้าวต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ค่อนข้างแปรปรวน คือ กระทบภาวะแห้งแล้งในระยะแรกของการเจริญเติบโตและน้ำท่วมขังมากกว่า 50 ซม. ในระยะแตกกอ ตั้งท้องและออกรวง ซึ่งปริมาณน้ำจะมากหรือน้อยขึ้นกับสภาพพื้นที่ และปริมาณน้ำฝนในแต่ละปี เกษตรกรนิยมปลูกตั้งแต่ต้นฤดูฝน คือ เดือนเมษายนถึงพฤษภาคม โดยวิธีการหว่านข้าวแห้งหรือที่เรียกกันว่า หว่านสำรวย ช่วงเวลาที่เกษตรกรนิยมหว่านข้าวมักจะแตกต่างกันตามสภาพพื้นที่ เช่น พื้นที่จังหวัดปราจีนบุรีและจังหวัดนครนายก มักจะมีการหว่านช่วงกลางเดือนเมษายน เพราะช่วงสงกรานต์ จะมีฝนตกหรือที่เกษตรกรเรียกว่า “ฝนรับสงกรานต์”
ในขณะที่พื้นที่ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาจะหว่านข้าวแห้งในช่วงเดือนมิถุนายน–กรกฎาคม เพราะการขึ้นของน้ำในเขตจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ค่อนข้างช้ากว่าในเขตจังหวัดปราจีนบุรีและจังหวัดนครนายก โดยพื้นที่นาน้ำลึกส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ที่กึ่งชลประทาน คือมีการใช้ประตูน้ำ ในการควบคุมระดับน้ำ ในพื้นที่ โดยจะมีข้อตกลงในการปิดหรือเปิดประตูน้ำ ส่วนใหญ่จะมีการปิดประตูน้ำ เพื่อให้ระดับน้ำในทุ่งมีการเพิ่มขึ้น เมื่อข้าวที่หว่านงอกและเจริญเติบโต แตกกอ พร้อมที่จะยืดปล้องตามระดับน้ำที่จะเพิ่มขึ้น ปกติน้ำจะเข้านาเดือนสิงหาคม–กันยายน การหว่านข้าวที่ล่าช้าหรือความล่าช้าที่เกิดจากการหว่านซ่อมก็ตามอาจมีปัญหาตามมาคือ ถ้าฝนมาเร็วอาจทำให้ข้าวที่ยังเล็กไม่สามารถยืดปล้องเพื่อหนีน้ำได้ทัน ความสามารถในการยืดปล้องของข้าวจะสิ้นสุดลงเมื่อเข้าสู่ระยะกำเนิดช่อดอก และการเปิดประตูน้ำจะทำเมื่อข้าวออกรวงแล้ว ส่วนใหญ่จะขึ้นกับพันธุ์ข้าวที่เกษตรกรส่วนใหญ่ในพื้นที่นิยมปลูกนั่นเอง
นอกจากนี้ ทางศูนย์วิจัยข้าวปราจีนบุรีได้ดำเนินงานเกี่ยวกับการวิเคราะห์ การศึกษาเกี่ยวกับแก๊สมีเทน ในนาข้าว ที่ทำให้มีผลกระทบในเรื่องของโลกร้อนในปัจจุบัน ซึ่งที่ศูนย์ฯสามารถประยุกต์ นำไปปรับปรุงใช้เพื่อให้ลดโลกร้อน ซึ่งไม่ว่าจะทางฝั่งยุโรป ฝั่งตะวันตก มองว่าประเทศไทยมีการปลูกข้าวที่ทำให้เกิดแก๊สเรือนกระจก ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน แต่ทางศูนย์วิจัยข้าวปราจีนบุรีได้ศึกษาแล้ว ไม่ได้เป็นอย่างนั้นทั้งหมด ซึ่งจริงๆแล้วภาคอุตสาหกรรมปลดปล่อยแก๊สเรือนกระจกมากกว่า ซึ่งประเทศทางตะวันตก ก่อตั้งโรงงานส่งผลกระทบมากกว่าภาคเกษตร ซึ่งทางเอเชียตะวันออก ทางศูนย์วิจัยข้าวปราจีนบุรีมีข้อมูล เพื่อไปยืนยันตรงนี้เป็นการศึกษาเกี่ยวกับสภาวะโลกร้อน แก๊สมีเทนในนาข้าวอีกด้วย