ราคาอาหารตามกลไกตลาด “น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า” เกษตรกรอยู่ได้ ผู้บริโภคอยู่ได้
ยิ่งสถานการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครน ลุกลามและยืดเยื้อมากเท่าไร ยิ่งส่งผลต่อความเป็นอยู่ของเกษตรกรรายย่อยและรายเล็กมากเท่านั้น จากผลกระทบทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมทั่วโลก โดยเฉพาะราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์และราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นเป็นประวัติการณ์ ภาคการผลิตและภาคการส่งออกต้องจับตาใกล้ชิดเพราะทั้งสองปัจจัยมีผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิต
ภาคปศุสัตว์ไทย หนึ่งในภาคการผลิตที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์พุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา ทั้งข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และกากถั่วเหลือง และในปีนี้ผลพวงของสงคราม จากผู้ผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และข้าวสาลีรายใหญ่ของโลก ทั้งรัสเซียผู้ผลิตข้าวสาลีรายใหญ่ มีสัดส่วน 10% ของผลผลิตโลก ส่งออกคิดเป็น 20% ของการส่งออกของโลก และ ยูเครน ผู้ส่งออกข้าวสาลีเป็นอันดับ 5 ของโลก และส่งออกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์คิดเป็น 10% ของปริมาณส่งออกของโลก ขณะที่ ผู้ผลิตถั่วเหลืองรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก อย่างสหรัฐฯ ผลผลิตลดลงจากภัยแล้ง หากสงครามยืดเยื้อ และภัยแล้งกินวงกว้างมากขึ้น อาจทำให้ผลผลิตวัตถุดิบอาหารสัตว์ขาดแคลนและดันราคาในตลาดโลกให้สูงขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ขณะนี้
ล่าสุด สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย รายงานราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์เดือนมีนาคมเพิ่มขึ้นทุกรายการ เมื่อเทียบกับราคาเดือนธันวาคม 2564 โดยราคาข้าวโพดปรับขึ้นประมาณ 13% จาก 10.05 บาท เป็น 11.45 บาท/กก. ข้าวสาลีเพิ่มขึ้น 43% จาก 8.91 บาท เป็น 12.75 บาท/กก. และกากถั่วเหลืองจากเมล็ดนำเข้าสูงขึ้น 15% จาก 19.50 บาท เป็น 22.50 บาท/กก.
อย่างไรก็ตาม ราคาเนื้อสัตว์ที่เกษตรกรผลิตได้ ไม่ได้รับอนุญาตให้ปรับราคาตามต้นทุนการผลิตที่แท้จริง เนื่องจากภาครัฐใช้มาตรการคุมราคาเนื้อสัตว์และสินค้าอาหารแทนการปล่อยให้กลไกตลาดทำงาน โดยให้เหตุผลว่าเพื่อลดค่าครองชีพให้กับผู้บริโภคทั่วไป แต่ลืมไปว่าเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ทั้งสุกร ไก่เนื้อ ไก่ไข่ ล้วนเป็นผู้บริโภคเช่นกัน แต่ผู้เลี้ยงยังให้ความร่วมมือภาครัฐด้วยการตรึงราคาหน้าฟาร์มไว้อย่างต่อเนื่อง โดยสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติเป็นผู้นำในการตรึงราคาหมูมีชีวิตหน้าฟาร์มไว้ที่ 110 บาท/กก. เป็นเวลา 9 สัปดาห์แล้ว จนราคาเฉลี่ยล่าสุดลดเหลือ 86-88 บาท/กก.
ขณะที่ไข่ไก่ สมาคมผู้ผลิต ผู้ค้าและส่งออกไข่ไก่ แจ้งปรับราคาไข่คละหน้าฟาร์มจากฟองละ 3.00 บาท เป็นฟองละ 3.20 บาท เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบอาหารสูงขึ้น หากที่สุดก็พร้อมใจกันตรึงราคาไข่คละหน้าฟาร์มที่ 3.10 บาท/ฟอง ซึ่งไข่ไก่ เป็นอาหารโปรตีนคุณภาพดี และราคาถูกมาก ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายที่สุด แต่การปรับราคาแต่ละครั้งเป็นเรื่องยากเพราะรัฐบาลกำหนดเพดานราคาไว้ เนื่องจากไข่เป็นหนึ่งในดัชนีบ่งชี้ค่าครองชีพของคนไทย ครั้นราคาไข่ไก่ตกต่ำรัฐบาลกลับไม่มีมาตรการช่วยเหลือใดๆ เกษตรกรต้องแบกรับภาระขาดทุนไว้เอง
ทั้งนี้ ข้อมูลจากสมาคมการค้าผู้ค้าไข่ไทย เปิดเผยว่า ไข่ไก่ที่ราคาฟองละ 3.20 บาท ถือเป็นราคาที่สูงสุด หากย้อนดูราคาในช่วง 5 ปี จากปี 2560 ที่จำหน่ายฟองละ 2.30 บาท และเคยขึ้นไปสูงสุดเมื่อเดือนมิถุนายน 2564 ที่ราคาฟองละ 2.80 บาท เท่ากับในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันราคาไข่ไก่เปลี่ยนแปลงเพียง 90 สตางค์/ฟองเท่านั้น ทั้งที่ต้องแบกภาระต้นทุนเพิ่มขึ้นไม่ต่างกับสินค้าประเภทอื่นๆ ถึงเวลาแล้วที่ภาครัฐควรพิจารณานำกลไกตลาดมาใช้ในการสร้างความเป็นธรรมให้กับสินค้าเนื้อสัตว์และอาหาร ปล่อยให้อุปสงค์ (Demand) อุปทาน (Supply) และต้นทุนการผลิตของเกษตรกรเป็นตัวกำหนดราคา ซึ่งราคาสินค้าเกษตรมีการปรับขึ้นลงเป็นวัฏจักรอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมาเหมือนราคาถูกบิดเบือนต้องขายราคาต่ำมาโดยตลอด
นอกจากนี้ รัฐสามารถช่วยลดต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ได้โดยการยกเลิกภาษีนำเข้ากากถั่วเหลือง ซึ่งปัจจุบันกำหนดไว้ที่ 2% รวมถึงการกำหนดสัดส่วนการรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศต่อการนำเข้าข้าวสาลีที่อัตรา 3:1 และการปรับลดราคาประกันข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ขั้นต่ำที่ความชื้น 14.5% ที่ราคา 8.50 บาท/กก. ทั้งนี้ วัตถุดิบอาหารสัตว์คิดเป็น 60-70% ของต้นทุนการเลี้ยงสัตว์ รวมถึงค่าขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมัน ซึ่งเป็นต้นทุนที่เกษตรกรไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
ผู้เลี้ยงได้แต่หวังว่ารัฐบาลจะช่วยขจัดอุปสรรคดังกล่าวข้างต้น ให้ทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภคอยู่ร่วมกันด้วยความสมานฉันท์ แบบ “น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า” ผู้เลี้ยงสัตว์มุ่งมั่นผลิตอาหารปลอดภัย มีรายได้จากการขายได้ในราคาที่เหมาะสม ขณะที่ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงอาหารได้อย่างทั่วถึงและเพียงพอในราคาที่จับต้องได้ สนับสนุนเศรษฐกิจไทยไม่ให้เกิดภาวะเงินเฟ้อหรือเงินฝืดจากราคาสินค้า ร่วมยกคุณภาพชีวิตของคนไทยทุกคน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศให้แข็งแกร่งฝ่าฟันปัจจัยเสี่ยงจากภาวะสงครามและโรคระบาดต่างๆ ให้ผ่านพ้นไปได้
โดย : แทนขวัญ มั่นธรรมะ