การผลิตข้าวอินทรีย์ วิถีคนชัยภูมิ
แต่เดิมในพื้นที่ ต.หนองขาม อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ ได้มีการทำนาโดยใช้สารเคมีมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ดินเสื่อมสภาพ เพราะขาดการดูแล หรือดูแลที่ไม่ถูกวิธี ไม่เคยปรับปรุงบำรุงดิน ทำให้พืชไม่ได้รับการเจริญเติบโตเท่าที่ควร ผลผลิตที่ได้จึงน้อย ส่งผลให้เกษตรกรนั่นเป็นหนี้ หรือขาดทุนจากการทำการเกษตร เกษตรกรจึงหันมาเปลี่ยนมาทำเกษตรแบบอินทรีย์ จัดตั้งเป็นกลุ่มเกษตรอินทรีย์
นายบัญญัติ จันทะกา นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ สถานีพัฒนาที่ดินชัยภูมิ กล่าวว่า สถานีพัฒนาที่ดินชัยภูมิ ได้เข้ามาให้คำแนะนำ พร้อมช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ ให้เกษตรกรหันมาปรับปรุงบำรุงดิน โดยใช้สารชีวภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์พด. ต่าง ๆ ของกรมพัฒนาที่ดิน เข้ามาช่วยเหลือ และแนะนำวิธีการทำการเกษตรให้เกษตรกร โดยในการทำนาสมัยก่อนนั้นใช้ปุ๋ยเคมี ในปัจจุบันดินจึงเสื่อมคุณภาพเพราะบรรพบุรุษของเราทำเกษตรมานานพอมาถึงรุ่นเรา จึงทำนาไม่ได้ผล เมื่อทำนาหนึ่งไร่จะได้ข้าวประมาณ 400 กิโลกรัม ก็เกิดปัญหาตามมามากมาย และทำให้เงินที่ได้มานั้นไม่พอกิน ไม่พอใช้ โดยระยะหลัง ประมาณปี 2552 ได้มาเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ ไปเจอกลุ่มอินทรีย์ด้วยกันที่ต้องการอาหารปลอดภัย อยากจะรับประทานอาหารที่มีคุณภาพ ก็เลยมารวมกลุ่มกัน เป็นเกษตรอินทรีย์ เปลี่ยนจากการใช้สารเคมีมาเป็นอินทรีย์ตั้งแต่วันนั้น
สถานีพัฒนาที่ดินชัยภูมิเข้ามาสนับสนุน ตั้งแต่เป็นกลุ่มเกษตรอินทรีย์ ที่ได้ดำเนินการอยู่แล้ว เราได้เข้ามาสนับสนุนต่อยอดให้ สนับสนุนพวกปุ๋ย น้ำหมัก เช่น มีถังหมัก มีกากน้ำตาลสารเร่งพด.ต่าง ๆ แล้วก็วัสดุทำปุ๋ยหมักน้ำหมัก มีโดโลไมท์ มีเมล็ดพันธ์ปุ๋ยพืชสด โดยเฉพาะปอเทือง ซึ่งปอเทืองเอามาหว่านที่พื้นที่ ทางสถานีพัฒนาที่ดิน แจกต่อเนื่องมาเป็นเวลา 2 ปีแล้ว เพื่อใช้ในการปรับปรุงดินในสภาพพื้นที่บริเวณนี้ ซึ่งหลังจากที่เราเข้ามาสนับสนุนในพื้นที่ตรงนี้จะเห็นได้ว่าโครงสร้างของดินมีความอุดมสมบูรณ์อยู่ในระดับดีขึ้น จะสังเกตได้ว่าการเกาะตัวของดิน ไม่มีการเกาะตัวกันแน่น พืชก็สามารถปลูกได้โดยไม่ต้องใช้สารเคมีเลย โดยเฉพาะข้าวที่ไม่เจือปนสารเคมีซึ่งเกษตรกรจะมีความรู้สึกว่าการทำเกษตรแบบอินทรีย์นั้นดีกว่าการทำแบบสารเคมี เพราะว่าเราจะได้ทานอาหารที่ปลอดภัย และตัวของเราก็ปลอดภัยด้วย ไม่ตั้งแต่ไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับสารเคมี เพราะว่าสารเคมีเป็นสารพิษ เราก็ทำเกษตรด้วยความสบายใจ และก็รับประทานอาหารด้วยความสบายใจ
นายสำราญ ถามณี เกษตรกร ต.หนองขาม อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ กล่าวว่า ซึ่งข้าวอินทรีย์มีข้อดีมากมายคือขั้นแรกเลยคือได้อาหารที่ปลอดภัย ข้อสำคัญของเกษตรกรที่ทำต้องมองเรื่องสุขภาพ ขั้นแรกต้องผลิตข้าวไว้บริโภคในครัวเรือนก่อน ทำให้ข้าวที่ผลิตมีคุณภาพ ดินมีสภาพดีขึ้น และก็อีกอย่างหนึ่งก็คือ สภาพสิ่งแวดล้อมมันดีขึ้น หลังจากที่เกษตรกรทำกลุ่มของเกษตรอินทรีย์ปลูกข้าวที่นี่มาได้สักระยะเวลาหนึ่ง มีกลุ่มของโรงสีเข้ามาติดต่อ เพื่อที่จะซื้อผลผลิตที่เป็นข้าวอินทรีย์ของที่นี้
เกษตรกรมีการมั่นใจในการผลิต มั่นใจในการทำเกษตรอินทรีย์ เพราะสถานีพัฒนาที่ดินชัยภูมิให้คำปรึกษา อะไรที่สงสัยข้องใจอยู่ เจ้าหน้าที่สถานีพัฒนาที่ดินก็ให้ความกระจ่าง ทำให้มีความมั่นใจ และก็ผลิตด้วยความมั่นใจ ผลผลิตก็ปรากฏว่าดีขึ้น มากกว่าเดิม สร้างรายได้ให้เกษตรกรพออยู่พอกิน
เพราะในปัจจุบันผู้คนส่วนใหญ่ตื่นตัวกับการบริโภคพืชผลทางการเกษตรแบบอินทรีย์กันมากขึ้น แม้ราคาจำหน่ายจะสูงกว่า แต่เพื่อสุขภาพผู้คนไม่น้อยยินดีที่จะซื้อ จึงเป็นโอกาสที่ผู้ผลิตข้าวอินทรีย์ จะทำการปลูกข้าวอินทรีย์โดยไม่ใช้สารเคมี ก็เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับประทานข้าวที่มีคุณภาพดีไม่มีสารเคมีเจือปน รวมถึงตัวเกษตรกรมีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต มีรายได้ดูแลครอบครัวอย่างยั่งยืนยิ่ง เดี๋ยวนี้ความปลอดภัยในอาหารมีน้อย เพราะว่าคนส่วนมากใช้เคมี ต่างๆ ทั้งเคมีกำจัดวัชพืช เคมีที่นำมาใช้เป็นปุ๋ย ซึ่งเวลารับประทานอาหารไป เอาอาหารเคมีเข้าไป ร่างกายก็ได้รับสารพิษ ต่างๆ เข้าไปในร่างกาย เพราะฉะนั้นเมื่อใช้อินทรียวัตถุก็จะดีต่อร่างกายของเรา สำหรับเกษตรกรท่านนี้ที่ทำเกษตรอินทรีย์จะ มีสโลแกนว่า เกษตรอินทรีย์เพื่อชีวิต ไม่ใช่เกษตรอินทรีย์ เพื่อเศรษฐกิจ คือทำเพื่อชีวิตของเรา ให้ชีวิตเราดีขึ้น เพราะเราไม่ได้ผลิตเพื่อจำหน่ายเป็นหลัก คือเราผลิตมาเพื่อชีวิตของเราที่ดีขึ้นเท่านั้น
ทั้งนี้ ทางด้านของเกษตรกรจึงต้องขอบพระคุณทางสถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดชัยภูมิ ที่เข้ามาให้ความช่วยเหลือในหลาย ๆ อย่าง ที่จะพัฒนาเกษตรอินทรีย์ให้ดีขึ้น เดี๋ยวนี้ดินดีมาก ตามมาตรฐานสากล