ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี ชูโรงยกระดับเมล็ดพันธุ์ข้าว พร้อมแนะงานวิจัยพัฒนาปลูกข้าวได้จริง
ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนินโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ “นาแปลงใหญ่” มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2559 มาจนถึงปัจจุบัน ได้มีการสุ่มเก็บข้อมูลจากเกษตรกรร้อยละ 20 ของแต่ละกลุ่ม หรือประมาณ 10,600 คนจากเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ 53,300 คน โดยเกษตรกรนาแปลงใหญ่ในภาคกลางสามารถลดต้นทุนการผลิตข้าวเฉลี่ยต่อไร่ได้มากที่สุด ที่สำคัญเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการนาแปลงใหญ่ไม่เพียงสามารถลดต้นทุนการผลิต การเพิ่มผลผลิตและคุณภาพข้าวเท่านั้น แต่เกษตรกรยังมีการรวมกลุ่มแลกเปลี่ยนความรู้ความเข้าใจในการปลูกข้าวโดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตข้าวเพื่อจำหน่ายและผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว
เมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพยังเป็นที่ต้องการสูงสำหรับชาวนาของประเทศไทยศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี กองวิจัยและพัฒนาข้าว กรมการข้าว จึงได้ให้ความสำคัญโดยมีการพัฒนาและยกระดับการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวด้วยการใช้บทบาทการวิจัยข้าวเพื่อให้ได้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพมากที่สุด
นายเฉลิมชาติ ฤาไชยคาม ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี เปิดเผยว่า ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี มีพื้นที่การดูแลด้านนโยบายและเขตการเพาะปลูกข้าว เมล็ดพันธุ์ข้าว 2 จังหวัด คือ จังหวัดปทุมธานี และสมุทรปราการ และงานวิจัยข้าวในพื้นที่เขตภาคกลางทั้งหมด นอกจากนี้ ยังมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาและส่งเสริมการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ด้วยการค้นคว้า วิจัย เรื่องข้าวแบบสหสาขาวิชา
เพื่อใช้ในการแก้ปัญหาและเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตข้าวและเมล็ดพันธุ์ข้าว การถ่ายทอดเทคโนโลยีและการอนุรักษ์พันธุกรรมข้าวจากทั่วประเทศบนพื้นที่การทดลองและวิจัยข้าวของศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานีกว่า 1,000 ไร่ ซึ่งทางศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานีจะมีการทดลองและวิจัยข้าวเพื่อให้ได้ข้าวสายพันธุ์ใหม่ๆ ที่ตรงต่อความต้องการของตลาดสามารถต้านทานโรคและแมลง รสชาติอร่อยและให้ผลผลิตสูง อาทิ ข้าวพันธุ์ กข81 ปัจจุบันได้มีการเชื่อมโยงตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ อาทิ ประเทศออสเตรีย โดยจะมีกระบวนการเป็นไปตามมาตรฐานสากลภายในห้องปฏิบัติการ
ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี กล่าวเพิ่มเติมว่า
นอกจากนี้ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานียังได้มีงานวิจัยทางด้านการจัดการน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการปลูกข้าว เช่น เทคโนโลยีการปลูกข้าวใช้น้ำน้อยแบบเปียกสลับแห้ง ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ทางนักวิจัยของศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานีละศูนย์วิจัยข้าวฉะเชิงเทรา ศูนย์วิจัยข้าวสุพรรณบุรี ศูนย์วิจัยข้าวราชบุรี ได้ดำเนินการวิจัยจนประสบผลสำเร็จแล้วจึงนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาเผยแพร่สู่เกษตรกรให้เกษตรกรได้นำไปปรับใช้ พบว่าสามารถลดอัตราการใช้น้ำได้จริง และยังเป็นการลดต้นทุนด้านค่าใช้จ่ายในการสูบน้ำให้เกษตรกรได้อีกทางหนึ่ง