สกู๊ป/มาตรฐานฟาร์มไก่ไข่... ยกระดับมาตรฐานอาหารปลอดภัยให้คนไทย

เกษตร25 ก.ย. 2560 • 11:47 น.
สกู๊ป/มาตรฐานฟาร์มไก่ไข่... ยกระดับมาตรฐานอาหารปลอดภัยให้คนไทย
ไข่ไก่...เป็นอาหารสากลที่ไม่ว่าจะชาติหรือภาษาใดต่างรู้จักและนิยมบริโภค คนไทยเราก็เช่นกัน หากแต่ที่ผ่านมามาตรฐานการผลิตที่เป็นหนึ่งเดียวเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหารนั้น ยังไม่เกิดขึ้น เพราะในอุตสาหกรรมไก่มีทั้งรายใหญ่ รายกลาง และรายเล็กแบบที่เลี้ยงหลังบ้านเพื่อบริโภคในครัวเรือนที่เหลือก็ขายในชุมชน แต่เมื่อไทยวางเป้าหมายการเป็น “ครัวโลก” การผลิตสินค้าปศุสัตว์ที่ได้มาตรฐานก็กลายเป็นสิ่งที่ต้องเร่งให้เกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ มาตรฐานฟาร์มไก่ไข่เชิงพาณิชย์ (ไก่ไข่และไก่ไข่พันธุ์) ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตร อนุมัติให้กลายเป็นมาตรฐานบังคับ ตามที่คณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ หรือ Egg Boar ที่ผ่านมติที่ประชุมไปเมื่อไม่นานมานี้ นับว่าเป็นก้าวย่างสำคัญของวงการไก่ไข่ เพราะจะช่วยยกระดับมาตรฐานการเลี้ยงไก่ไข่สู่สากล เพราะมาตรฐานนี้จะกลายคัมภีร์ สำหรับแนวทางปฏิบัติงานด้านการจัดการฟาร์ม และพัฒนาการเลี้ยงไก่ไข่ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถและศักยภาพในการแข่งขันในระดับสากล แต่เมื่อพูดคำว่า “มาตรฐานบังคับ” จึงมีบางคนนำไปตีความว่า อย่างนี้ทุกฟาร์มไม่ว่าใหญ่ กลาง หรือเล็ก ก็ต้องทำเหมือนๆกันหมดหรือเปล่า เพราะหากเป็นอย่างนั้นคนที่อาจได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้ก็น่าจะเป็นฟาร์มขนาดเล็ก ที่อาจต้องรื้อทำฟาร์มกันใหม่ลงทุนกันอีกมากโข หรือบางคนทุนต่ำทำไม่ได้อาจต้องม้วนเสื่อเลิกกิจการไปเลยหรือไม่ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วไม่ได้เป็นอย่างที่คิด เรื่องนี้ นายพิศาล พงศาพิชณ์ รองเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งขาติ (มกอช.) บอกว่า มาตรการนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ได้ดำเนินการในภาคปฏิบัติคือฟาร์มต่างๆทั่วประเทศมีมานานกว่า 6-7 ปีแล้ว ทั้งในรายใหญ่ ที่เลี้ยงไก่มากกว่า 1 แสนตัวขึ้นไป ที่ทั้งหมดปรับตัวตามมาตรฐานที่ภาครัฐกำหนดอยู่แล้วเช่น มาตรฐานฟาร์มของกรมปศุสัตว์ รวมถึงการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับปศุสัตว์ (Good Agriculture Practices: GAP) ที่เป็นหลักเกณฑ์การปฏิบัติที่กรมปศุสัตว์นำมาใช้พัฒนาฟาร์มเลี้ยงสัตว์เพื่อยกระดับการเลี้ยงสัตว์ในประเทศไทย และเพื่อให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ ผู้บริโภคอาหารที่ได้จากสัตว์ และสิ่งแวดล้อมมีความปลอดภัย เป็นต้น ขณะที่ฟาร์มขนาดกลาง ที่เลี้ยงไก่ตั้งแต่ 1 หมื่น ถึง 1 แสนตัว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นฟาร์มของผู้ลงทุนในพื้นที่และมีกำลังในการขยายและปรับปรุงกิจการของตนเอง ฟาร์มเหล่านี้ก็หันมาใช้มาตรฐานดังกล่าวข้างต้นแล้วเช่นกัน ส่วนกลุ่มเกษตรกรรายเล็ก ที่มีฟาร์มขนาดเล็กเลี้ยงไก่ไข่ต่ำกว่า 1 หมื่นตัว เป็นกลุ่มที่ได้รับการดูแลเป็นพิเศษอยู่แล้ว เนื่องจากเป็นผู้ลงทุนที่มีเงินลงทุนไม่มากนัก อาจจะใช้เทคโนโลยีการเลี้ยงที่ไม่สูงมาก หรือบางรายยังเลี้ยงแบบเก่า การจัดการอาจจะยังไม่เป็นระบบเท่าที่ควร ทางมกอช.จึงผ่อนปรนเรื่องของเอกสารสำคัญ ใบอนุญาตต่างๆให้ โดยไม่มีกำหนด เพื่อช่วยให้กลุ่มเกษตรกรผ่อนคลายความกังวล เกี่ยวกับการจัดทำเอกสาร ขณะเดียวกันยังทำการเข้าตรวจสอบสภาพของฟาร์ม เพื่อให้การเลี้ยงไก่ไข่เป็นไปตามมาตรฐาน และปรับใช้ตามความเหมาะสมของแต่ละฟาร์ม อีกทั้ง ขณะนี้ มกอช. ได้ดำเนินการทำประชาพิจารณ์รายภาค รับฟังความคิดเห็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อออกประกาศมาตรฐานฟาร์มไก่ไข่เป็นมาตรฐานบังคับต่อไป พบว่าจากการจัดเวทีในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีความคิดเห็นค่อนข้างตรงกันว่า หากออกประกาศเป็นมาตรฐานบังคับในปี 2561 ฟาร์มรายย่อยขนาดเล็กที่มีจำนวนแม่ไก่ ไข่น้อยกว่า 1 หมื่นตัว ไม่ต้องขอใบอนุญาตใหม่ แต่ต้องปฏิบัติตามระเบียบมาตรฐานจากกรมปศุสัตว์ และหลังจากออกกฎหมายบังคับแล้ว ให้ฟาร์มขนาดกลางสามารถผ่อนปรนได้ 3 ปี และฟาร์มขนาดใหญ่ให้ผ่อนปรนได้ 1 ปี หลังจากนี้จะมีการทำประชาพิจารณ์รายภาคอีก 2 ครั้ง เพื่อสรุปและประกาศเป็นมาตรฐานบังคับให้ทันในต้นปี 2561 การผลักดันนโยบายด้านอาหารปลอดภัยของภาครัฐนี้เป็นสิ่งที่ต้องทำหากไทยจะก้าวสู่การเป็นครัวโลกอย่างที่หวังไว้ ซึ่งคนที่จะได้รับประโยชน์จากเรื่องนี้ไปเต็มๆ ก็คือ “ผู้บริโภค” เพราะเมื่อฟาร์มเลี้ยงที่เป็นต้นทางมีมาตรฐาน นั่นเท่ากับจะได้อาหารปลอดภัยตั้งแต่ต้นน้ำอย่างแน่นอน จึงต้องชื่นชมภาครัฐที่พยายามผลักดันนโยบายบนแผ่นกระดาษให้เกิดการนำไปปฏิบัติจริงอย่างเป็นรูปธรรม สุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการให้ฟาร์มทุกระดับสามารถนำมาตรฐานนี้ไปใช้ได้อย่างเหมาะสมต่อไป อุษณีย์ รักษ์กสิกิจ