ศูนย์วิจัยข้าวสุรินทร์ เร่งส่งเสริมเกษตรกรผลิตข้าวอินทรีย์ สร้างรายได้มั่นคงตามความต้องการตลาด
ปัจจุบันตลาดเกษตรอินทรีย์มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะข้าวเป็นสินค้ากลุ่มหลัก เนื่องจากเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคและไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจเรื่องความปลอดภัยและสุขภาพมากขึ้น จึงพร้อมยินดีและยอมจ่ายเงินมากกว่าเดิม เพื่อให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพ ซึ่งมีกระบวนการผลิตในระดับมาตรฐาน ตั้งแต่การคัดเลือกแปลงเพาะปลูก สภาพแวดล้อมของพื้นที่แปลงปลูกปราศจากสารเคมีและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่ปัจจุบันกำลังการผลิตข้าวอินทรีย์ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค เนื่องจากผู้ผลิตนั้นต้องมีความรู้ความเข้าใจและทักษะในกระบวนการผลิตเกษตรอินทรีย์ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ได้แก่ ปัจจัยการผลิต การผลิต การเก็บเกี่ยว การแปรรูป และการตลาด จนถึงมาตรฐานการรับรองสินค้าเกษตรอินทรีย์ จึงทำให้ได้ผลผลิตต่ำกว่าที่ควร
นายสมลักษณ์ มอญขาม ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวสุรินทร์ เปิดเผยว่า จากปัจจุบันผู้บริโภคมีการตื่นตัวและห่วงใยต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมและสุขภาพกันเพิ่มขึ้น การผลิตสินค้าเกษตรโดยพึ่งพาสารเคมีเริ่มถูกปฏิเสธ และกีดกันด้านการตลาด ทำให้สินค้าเกษตรอินทรีย์ซึ่งมีความปลอดภัยต่อสุขภาพและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ได้รับความสนใจมากขึ้นตามลำดับ The world of Organic Agriculture รายงานว่า ในปี 2562 สินค้าเกษตรอินทรีย์โลกมีมูลค่า ประมาณ 3. 6 ล้านล้านบาท
สำหรับประเทศไทยสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่มีมูลค่าส่งออกมากที่สุดคือ ข้าวอินทรีย์ ผลไม้อินทรีย์สดและแช่แข็ง มีมูลค่าส่งออกในปี 2563 สูงถึง 1,700 ล้านบาท ซึ่งตลาดข้าวอินทรีย์เกือบทั้งหมดอยู่ในต่างประเทศ โดยเฉพาะสหภาพยุโรป และมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่องตามความต้องการของผู้บริโภค กรมการข้าว ศูนย์วิจัยข้าวสุรินทร์ และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เล็งเห็นความสำคัญของการผลิตข้าวอินทรีย์ ซึ่งมีมูลค่าด้านการตลาดที่มีแนวโน้มสูงขึ้น ตลอดจนเพื่อลดการกีดกันทางด้านการค้าที่ไม่เป็นธรรม
ศูนย์ฯ จึงได้เร่งผลักดันและส่งเสริมให้พี่น้องชาวนาเข้าสู่ระบบเกษตรอินทรีย์ทั้งระบบ เพื่อรองรับตลาดในอนาคตที่มีการแข่งขันค่อนข้างสูง ภายใต้โครงการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ 1 ล้านไร่ และโครงการเชื่อมโยงตลาดข้าวอินทรีย์และข้าว GAP ครบวงจร โดยผ่านการอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการผลิตข้าวอินทรีย์อย่างถูกต้องตามมาตรฐาน Organic Thailand การทำระบบควบคุมภายในแบบกลุ่ม การตรวจติดตามประเมินแปลงภายในของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการอย่างเป็นระบบ สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ตลอดจนจัดหาตลาดรองรับผลผลิต เพื่อให้เกษตรกรขายข้าวอินทรีย์ได้ในราคาที่สูงกว่าข้าวเคมีทั่วไปอันจะนำไปสู่การเพิ่มรายได้ที่มั่นคงแก่ครอบครัวเกษตรกรอย่างยั่งยืนต่อไป
“หากปรับเปลี่ยนเป็นเกษตรอินทรีย์ จะก่อให้เกิดความสำคัญกับผืนดิน เมื่อดินดี พืชที่ปลูกก็ย่อมดี เมื่อผลผลิตดี เกษตรกรก็ยิ้มได้ ศูนย์วิจัยข้าวสุรินทร์ ในฐานนะหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงขอเชิญชวนและพร้อมให้การส่งเสริม สนับสนุนเกษตรกรทุกท่าน ให้หันมาทำเกษตรแบบอินทรีย์ เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคง จากความต้องการของตลาดข้าวอินทรีย์ในปัจจุบัน ก่อให้เกิดความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนตลอดไป” ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวสุรินทร์ กล่าว