สกู๊ป/กรมฝนหลวงฯ โชว์ความพร้อมซ่อมบำรุงอากาศยาน เสริมศักยภาพบุคลากร สู่ปฏิบัติการฝนหลวง ปี 2561
กรมฝนหลวงและการบินเกษตร มีภารกิจหลักในการปฏิบัติการฝนหลวงและการบินเกษตรทั้งระบบ พร้อมกับกำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์ และแผนแม่บทเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำในชั้นบรรยากาศ และมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแบบบูรณาการของประเทศ รวมทั้งการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการทำฝนและการดัดแปรสภาพอากาศ ตลอดจนการให้บริการด้านการบินและการสื่อสารเพื่อสนับสนุนภารกิจด้านการเกษตรและอื่นๆ
ตลอดระยะเวลา 8 เดือน (ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม-31 ตุลาคม) ของทุกปี การขึ้นปฎิบัติการฝนหลวง จะถูกกำหนดขึ้นตามแผนปฏิบัติการ เพื่อช่วยเหลือ แก้ไขและบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำให้กับภาคการเกษตร และใช้ในการอุปโภค บริโภค รวมถึงเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักให้กับเขื่อนต่างๆ โดยจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงประจำภาคทั่วทุกภูมิภาค จำนวน 5 ศูนย์ ประกอบกับหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ เพื่อปฏิบัติการฝนหลวงในการช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัยแล้งและภัยพิบัติได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว
แม้ว่าภารกิจในการปฎิบัติการฝนหลวงบนท้องฟ้า จะสิ้นสุดลงในช่วง 8 เดือน แต่กรมฝนหลวงฯ ก็ไม่ได้หยุดนิ่งในการเตรียมความพร้อมการซ่อมบำรุงอากาศยานและการฝึกบินทบทวน ในช่วง 4 เดือนที่เหลืออย่างเต็มที่ เพื่อเพิ่มศักยภาพบุคลากร และเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติการฝนหลวง
นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่า การซ่อมบำรุงอากาศยานและการฝึกบินทบทวน ถือเป็นงานที่มีความสำคัญยิ่ง เพราะอากาศยานที่มีความพร้อมสมบูรณ์ นักบินที่มีประสบการณ์ ทักษะการบิน จะส่งเสริมให้การปฏิบัติการฝนหลวงบรรลุตามวัตถุประสงค์ ทั้งนี้ กรมฝนหลวงฯ โดยกองบริหารการบินเกษตร ได้เตรียมความพร้อมการปฏิบัติการฝนหลวง ประจำปี 2561 โดยกำหนดแผนการซ่อมบำรุงอากาศยานครอบคลุมทุกภาคส่วน ทั้งแผนฝึกบินทบทวนประจำปี มีการจัดอบรมความรู้ภาคทฤษฎีให้กับนักบิน เพื่อทบทวนความรู้เกี่ยวกับการบินเครื่องยนต์ และอุปกรณ์อื่นๆ ในเครื่องบิน ส่วนภาคปฏิบัติจะให้นักบินมีการฝึกบินกับเครื่องบินของกรมฝนหลวงฯ ในสนามบินที่ปฏิบัติงานจริง เพื่อทบทวนท่าทางการบินที่สำคัญ ทั้งที่ได้ปฏิบัติและไม่ได้ปฏิบัติในช่วงเวลาบินปฏิบัติงานปกติ กรณีที่อากาศยานฉุกเฉิน ฝึกบินการปฏิบัติการฝนหลวงและการบินเปลี่ยนแบบให้กับนักบินที่บรรจุใหม่ เพื่อสร้างความคุ้นเคยกับอากาศยานก่อนออกปฏิบัติงานจริง สิ่งสำคัญคือการตรวจเช็คซ่อมบำรุงเครื่องบินจำนวน 21 ลำ ที่ใช้ในการปฏิบัติการฝนหลวง
นอกจากนี้ได้มีการเตรียมความพร้อมในเรื่องของสารฝนหลวง โดยได้จัดเตรียมสารฝนหลวงไว้ประมาณ 9,000 ตัน เพื่อใช้ในการปฏิบัติการฝนหลวงตลอดปี 2561 รวมถึงการบินสำรวจเก็บข้อมูล เพื่อนำมาประกอบการปฏิบัติการฝนหลวง โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง เช่น ข้อมูลการปลูกพืชในฤดูแล้งของเกษตรกรในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ
ส่วนการเตรียมความพร้อมด้านบุคลากร กรมฝนหลวงฯ ให้ความสำคัญเช่นกัน โดยมีการจัดหลักสูตรอบรมเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งเชื่อว่า ถ้าบุคลากรเป็นนักยุทธศาสตร์ และมองภาพยุทธศาสตร์ได้ จะทำให้มีวิธีการคิดที่เป็นระบบ ซึ่งจะช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำงานเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งอบรมความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เช่น การคำนวณการใช้น้ำของพืชแต่ละชนิด เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายฝนหลวง 4.0 ซึ่งกรมฝนหลวงฯ ได้วางกรอบนโยบายฝนหลวง 4.0 ว่า “จะต้องถูกที่ ถูกเวลา”
พร้อมกันนี้ กรมฝนหลวงฯ ได้ตั้งเป้าหมายให้เป็นองค์กรมีคุณธรรม และโปร่งใส สร้างจิตสำนึกแก่บุคลากร อย่างไรก็ตามการทำงานของกรมฝนหลวงฯ ไม่สามารถหวังผลตอบแทนที่สูงเหมือนกับหน่วยงาน อื่น แต่สิ่งที่จะได้ คือ ความสุขทางด้านจิตใจ ที่สามารถช่วยแก้ปัญหาให้กับบุคคลที่มีความเดือดร้อนเรื่องน้ำ เป็นไปตามวัฒนธรรมองค์กร ได้แก่ Open Mind คือ เปิดใจ และ Service Mind คือ การมีจิตใจในการให้บริการที่ดี เพราะการทำงานเพื่อบรรเทาความเดือนร้อนของคน ต้องมีจิตสาธารณะ จะไปตักตวงกับคนคนที่เกิดความเดือนร้อนคงไม่ได้ ตักตวงได้อย่างเดียว คือ ความสุข ที่สามารถแก้ปัญหาความเดือดร้อนให้กับบุคคลเหล่านั้นได้
“วันนี้ กรมฝนหลวงฯ มีความมั่นใจกับความพร้อม เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ ในการปฏิบัติการฝนหลวง เพื่อบรรเทาความเดือนร้อนเรื่องน้ำให้กับพี่น้องเกษตรกร และประชาชน ต้องขอบคุณบุคลากรแทนเกษตรกร และประชาชน เพราะทุกคนต้องเหนื่อย ทำงานอย่างเต็มที่ และเต็มใจ โดยไม่ได้หยุดพัก ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีกว่าคนอื่นๆ ที่ได้ร่วมกันสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สู่ความยั่งยืน” อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวปิดท้าย