มก. MOU เบทาโกร เพาะพันธุ์ไก่ป่า เพิ่มความมั่นคงทางอาหารให้กับชุมชน

เกษตร21 เม.ย. 2565 • 09:36 น.
มก. MOU เบทาโกร เพาะพันธุ์ไก่ป่า เพิ่มความมั่นคงทางอาหารให้กับชุมชน
เนื่องจากไก่เป็นแหล่งโปรตีนราคาถูก เป็นสัตว์เศรษฐกิจที่สำคัญเพราะไก่เป็นสินค้าส่งออกของประเทศ แต่หากย้อนกลับไปถึงสมัยก่อนที่สังคมไทยผูกพันกับการเลี้ยงไก่บ้าน ซึ่งอาจมีส่วนผสมจากไก่ป่าจนก่อเกิดเป็นไก่พื้นเมือง และไก่ประจำถิ่น โดยการเลี้ยงไก่สมัยนั้นนอกจากเลี้ยงเพื่อเป็นอาหารหลักและอาหารรองทั้งเนื้อและไข่แล้ว ยังเลี้ยงไว้เป็นเพื่อนเล่นด้วย แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า ปัจจุบันจำนวนประชากรที่เป็นไก่ป่า ไก่พื้นเมือง และไก่ประจำถิ่น ลดลงเนื่องจากมีอุตสาหกรรมการเลี้ยงไก่เนื้อ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตระหนักถึงความสำคัญดังกล่าว จึงร่วมมือกับ สำนักกิจการเพื่อสังคมและพัฒนาความยั่งยืน เครือเบทาโกร โดย รศ.ดร.อภิสิฏฐ์ ศงสะเสน คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และนายจักริน แต้ไพสิฐพงษ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหาร สำนักกิจการเพื่อสังคมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในโครงการอนุรักษ์ เพาะพันธุ์ และเพิ่มประชากรไก่ป่า ไก่พื้นเมือง และไก่ประจำถิ่น เพื่อความมั่นคงทางอาหารของชุมชนขึ้น ณ ห้องประชุม 601A ชั้น 6 อาคารศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์จุฬาภรณ์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รศ.ดร.อภิสิฏฐ์ ศงสะเสน คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่าโครงการอนุรักษ์ เพาะพันธุ์ และเพิ่มประชากรไก่ป่า ไก่พื้นเมือง และไก่ประจำถิ่น เพื่อความมั่นคงทางอาหารของชุมชน ระหว่าง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กับ สำนักกิจการเพื่อสังคมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน เครือเบทาโกร มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2540 ณ ป่าต้นน้ำบ้านแม่ตุงติง ตำบลแม่สาบ อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ เกี่ยวกับกับการเพาะขยายพันธุ์ ไก่ป่า ให้มีจำนวนมาก และปล่อยคืนสู่ป่าธรรมชาติ เพื่อเป็นคลังอาหารของชุมชน (Food bank) และต่อยอดเป็นความมั่นคงทางอาหารของชุมชน (Food security) อีกทั้งคณะวิทยาศาสตร์เล็งเห็นถึงความสำคัญของงานวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม จึงได้จัดทำโครงการอนุรักษ์ เพาะพันธุ์ และเพิ่มประชากรไก่ป่า คืนสู่ธรรมชาติ เพื่อความมั่นคงทางอาหารของชุมชน (Food security) ซึ่งได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2561 โดยหาแหล่งพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ไก่ป่า จากป่าแถบจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงราย สกลนคร ตรัง พัทลุง สุราษฎร์ธานี มาเพาะขยายพันธุ์และตรวจสอบลักษณะถูกต้องตามอุดมทัศนีย์ (Phenotypic characteristics) และทางพันธุกรรม (Genetic profile) ด้วยเครื่องหมายดีเอ็นเอบางตำแหน่ง และเครื่องหมาย whole genome SNP (single nucleotide polymorphism) จากโครงการวิจัย “การศึกษาประชากรไก่ป่าและไก่พื้นเมืองโดยเทคโนโลยีจีโนมิกส์เพื่อหาอัตลักษณ์ทางพันธุกรรมของไก่แห่งสยามประเทศสู่การอนุรักษ์และปรับปรุงพันธุ์เชิงพาณิชย์เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน” เมื่อเพาะขยายพันธุ์ได้จำนวนมากพอ จึงจะนำประชากรไก่ป่าปล่อยคืนสู่ธรรมชาติตามแหล่งต้นกำเนิดเพื่อเพิ่มฐานทรัพยากรไก่ป่าที่มีจำนวนน้อยลงให้มีจำนวนมากยิ่งขึ้นและคืนระบบนิเวศของป่าต้นน้ำต่างๆ ตลอดจนส่งเสริมให้ประชาชนในชุมชนมีความมั่นคงทางอาหาร รศ.ดร.ครศร ศรีกุลนาถ รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวเสริมว่า โครงการนี้เป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นสอดรับกับวาระพิเศษของการเฉลิมฉลองครบรอบ 80 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในปี 2566 ทั้งยังสนับสนุนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และส่งเสริมการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ทรัพยากรชีวภาพ และระบบนิเวศในธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความมั่นคงทางอาหารของชุมชน อีกทั้งหากสามารถขยายพันธุ์ไก่ป่าได้มากพอ ก็สามารถต่อยอดทำแผนที่ลายแทงไก่ป่าไทย ซึ่งจะสามารถสืบรู้ว่า ไก่ป่ากระจายอยู่ในพื้นที่ไหนบ้าง ทั้งหมดนี้เกิดจากเครือข่ายความร่วมมือการทำงานทั้งองค์กรภาครัฐและเอกชน ได้แก่ องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (อสส.) กรมปศุสัตว์ มูลนิธิสายธาร เครือเบทาโกร และคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ด้านนายจักริน แต้ไพสิฐพงษ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหาร สำนักกิจการเพื่อสังคมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทได้ทำกิจกรรมร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ก่อนที่จะเกิดการลงนามในวันนี้ สิ่งสำคัญของโครงการคือ ทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ โดยโครงการความร่วมมือนี้จะมี KPI เหมือนกับธนาคารปูม้า คือชุมชนจะมีแหล่งอาหารโปรตีนจากไก่ และมีความมั่นคงทางอาหาร ทำให้ชีวิตคนในชุมชนดีขึ้น