โมเดล "ตลาดนำการผลิต" ดันรายได้เกษตรกรพุ่ง!!
“กฤษฏา" ยันโมเดลการตลาดนำการผลิต ดันรายได้เกษตรกรพุ่งสูงสุดในรอบ 5 ปี ไม่ต้องพึ่งประชานิยม
เมื่อวันที่ 24 มิ.ย.62 นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากการติดตามผลนโยบายการตลาดนำการผลิต ได้บูรณาการร่วมกันทั้งภาครัฐภาคเอกชนและกลุ่มเกษตรกรเพิ่มการผลิตสินค้าที่ตลาดต้องการและลดการ ผลิตสินค้าที่ล้นตลาดมาเป็นเวลา1ปีเศษ พบว่าเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรอย่างชัดเจนข้อมลูจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)ระบุว่าเกษตรกรมีรายได้เงินสดสุทธิหักค่าใช้จ่ายแล้วทางการเกษตรในปีเพาะปลูก 2560/2561 เป็นเงิน 74,483บาทต่อปีเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้านี้ เป็นเงิน 58,975บาทต่อปี เป็นอัตราส่วนกำไรเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 26.30และเมื่อวิเคราะห์ตัวเลขเปรียบเทียบ5ปีย้อนหลังจะเห็นว่าปี2560/2561เกษตรกรมีรายได้ที่ก้าวกระโดดทั้งรายได้และอัตราการเติบโตภาคเกษตร
ทั้งนี้ กญุแจสำคัญที่สามารถดันรายได้เกษตรกรมาจากการบริหารความต้องการของตลาดและการผลิตอย่างเหมาะสม เช่น ข้าวพืชเศรษฐกิจสาคัญของไทยส่งผลให้ราคาข้าวเปลือกเจ้าตันละ 7,000-8,000 บาท ข้าวเปลือกหอมมะลิ ราคาตันละ 15,000 บาท
“การตลาดนำการผลิต จึงเป็นทางออกให้เกษตรกรจะไม่ต้องทนทุกข์การผลิตล้นตลาด ถูกกดราคา หาที่รับซื้อไม่ได้ และภาครัฐท่ีจะไม่ต้องทุ่มเงินภาษีประชาชนมาอุ้มราคาสินค้าเกษตรจน กลายเป็นปัญหาลูกโซ่กระทบทั้งเศรษฐกิจสังคมและการเมืองอย่างที่ผ่านมา”นายกฤษฏา กล่าว
ทั้งนี้ รายได้เกษตรกร ปี 2561 เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นจากสาขาพืชเป็นหลัก อาทิ ข้าว สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร 56,123 บาท/ครัวเรือน ไม้ผลไม้ยืนต้น สร้างรายได้ 46,854 บาท/ครัวเรือน และพืชไร่ สร้างรายได้ 32,072 บาท/ครัวเรือน ซึ่งแม้รายจ่ายเงินสดทางการเกษตรเพิ่มขึ้นจากต้นทุนการผลิตที่มีราคาสูงตามภาวะเศรษฐกิจ แต่ภาพรวมจะเห็นได้ว่า ผลตอบแทนรายได้เงินสดสุทธิเกษตรยังคงสูงขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากนโยบายของภาครัฐที่ให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกร การเพิ่มประสิทธิภาพและยกระดับมาตรฐานการเกษตร ตลาดนำการผลิตการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันสินค้าเกษตรด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม และการดำเนินโครงการไทยนิยม ยั่งยืน