- โฆษณา -

กรมชลฯ กางแผนรับมือ “เอลนีโญ” ถึงกลางปี 70 ชู “น้ำเพื่อเศรษฐกิจ” เพิ่มรายได้เกษตรกร

เกษตร9 ก.ย. 2569 • 19:37 น.
กรมชลฯ กางแผนรับมือ “เอลนีโญ” ถึงกลางปี 70 ชู “น้ำเพื่อเศรษฐกิจ” เพิ่มรายได้เกษตรกร

กรมชลฯ กางแผนบริหารน้ำรับมือ "เอลนีโญ" ลากยาวถึงปี 70 ชูยุทธศาสตร์ใหม่ "น้ำเพื่อเศรษฐกิจ" มุ่งยกระดับรายได้เกษตรกร

วันที่ 9 ก.ย.69 นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยภายหลังมอบนโยบายและแนวทางการขับเคลื่อนงานกรมชลประทาน เพื่อรับทราบทิศทางและแนวทางการดำเนินงานของกรมชลประทาน ถึงความพร้อมในการบริหารจัดการน้ำทั่วประเทศว่า ท่ามกลางสภาวะอากาศแปรปรวนจากอิทธิพลร่องมรสุมที่ส่งผลให้มีฝนตกหนักต่อเนื่องในช่วงวันที่ 9-23 กันยายนนี้ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง กรุงเทพมหานคร และภาคตะวันออก แม้ในปัจจุบันปริมาณฝนสะสมภาพรวมทั้งประเทศยังคงต่ำกว่าค่าปกติอยู่ร้อยละ 10 แต่กรมชลประทานได้สั่งการให้ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อบริหารจัดการทั้งในส่วนของน้ำหลากและสำรองน้ำไว้ใช้สำหรับฤดูแล้งที่กำลังจะมาถึง

Img 20260909 193236

- โฆษณา -

อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศในปัจจุบัน มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 52,900 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 69 ของความจุอ่าง ซึ่งยังคงสามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 23,600 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะที่ 4 เขื่อนหลักในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำรวมกันอยู่ที่ 15,800 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 64 ของความจุ ทั้งนี้ กรมชลประทานคาดการณ์ว่าเมื่อสิ้นสุดฤดูฝนในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 จะมีน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 61,000 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 80 ซึ่งเพียงพอสำหรับการสนับสนุนกิจกรรมต่าง ๆ ในฤดูแล้ง รวมถึงพื้นที่เพาะปลูกนาปรังที่คาดว่าจะมีถึง 4-5 ล้านไร่

Img 20260909 193244

Img 20260909 193256

นายวิทยา กล่าวอีกวว่า อย่างไรก็ตาม กรมชลประทานยังคงเฝ้าระวังปรากฏการณ์เอลนีโญที่มีความชัดเจนและอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องไปจนถึงกลางปี 2570 ซึ่งทำให้ปริมาณฝนน้อยกว่าค่าเฉลี่ย จึงได้มีการวางแผนบริหารจัดการน้ำร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เพื่อปฏิบัติการเติมน้ำในเขื่อนที่มีปริมาณน้ำต่ำกว่าร้อยละ 50-60 พร้อมกันนี้ยังให้ความสำคัญกับการบริหารน้ำในเขตพื้นที่เศรษฐกิจอย่างเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยมีการสร้างโครงข่ายเชื่อมโยงน้ำระหว่างจังหวัดเพื่อรองรับการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมและโครงการใหม่ ๆ เช่น Data Center ที่คาดว่าจะมีความต้องการใช้น้ำเพิ่มขึ้นปีละ 60 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งทางกรมฯ มั่นใจว่าแผนพัฒนาแหล่งน้ำในมือยังสามารถรองรับความต้องการได้อย่างสมดุล

Img 20260909 193318

Img 20260909 193310

“นโยบายสำคัญที่ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญคือการปรับบทบาทของกรมชลประทานจากการบริหารจัดการน้ำเพียงอย่างเดียว ไปสู่การเป็น "พี่เลี้ยงทางเศรษฐกิจ" ให้กับเกษตรกร ภายใต้แนวคิด "คิดด้วยข้อมูล บริหารงานด้วยเทคโนโลยี และบริหารด้วยธรรม" โดยมุ่งเน้นการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับน้ำทุกลูกบาศก์เมตร ทั้งนี้ ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่เข้าไปทำงานใกล้ชิดกับกลุ่มผู้ใช้น้ำเพื่อแนะนำการปลูกพืชหลังฤดูทำนาและการหาตลาดรองรับ โดยกำหนดให้เห็นผลเป็นรูปธรรมภายใน 100 วัน เพื่อเป้าหมายสูงสุดคือคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและความมั่นคงด้านรายได้ของเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน”อธิบดีฯวิทยา กล่าว