ผู้เลี้ยงกุ้งค้านลดขั้นตอนนำเข้า หวั่นโรคระบาด-กุ้งต่างชาติกดราคากุ้งไทย

เกษตร3 ก.ย. 2569 • 17:52 น.
ผู้เลี้ยงกุ้งค้านลดขั้นตอนนำเข้า หวั่นโรคระบาด-กุ้งต่างชาติกดราคากุ้งไทย

ผู้เลี้ยงกุ้งไทย ค้านข้อเสนอให้ลดขั้นตอนตรวจสอบกุ้งนำเข้าจากต่างประเทศ หวั่นเพิ่มความเสี่ยงด้านโรคสัตว์น้ำและคุณภาพสินค้า กระทบผู้บริโภคและเปิดแรงกดดันต่อราคากุ้งไทย พร้อมเสนอให้การนำเข้าต้องมีมาตรการกำกับทั้งปริมาณ สัดส่วนการรับซื้อกุ้งในประเทศ และราคา สร้างความเป็นธรรมตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรม

วันที่ 3 ก.ย.69 นายอภิชิต วรกิจ เลขาธิการพันธมิตรผู้เลี้ยงกุ้งไทย เปิดเผยหลังทราบข้อเรียกร้องของสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทยยื่นขอให้กรมประมงพิจารณาลดขั้นตอนในการตรวจสอบกุ้ง เพื่อให้สามารถนำเข้ากุ้งจากต่างประเทศอย่างรวดเร็วว่า ฝ่ายเกษตรกรเห็นว่าการลดขั้นตอนในการตรวจสอบการนำเข้าดังกล่าวอาจเสี่ยงต่อการนำเข้าสินค้าที่ด้อยคุณภาพและมาตรฐานต่ำกว่าเกณฑ์ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค ทั้งยังส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งในประเทศที่อาจจะขายได้ราคาตกต่ำลง

ทั้งนี้จากปัญหาผลผลิตกุ้งไทยไม่เพียงพอ และต้นทุนสูง ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังที่ส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงการทำตลาดและความสามารถในการแข่งขันของห้องเย็น อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันกรมประมงอนุญาตให้มีการนำเข้ามาใช้อยู่แล้วแต่มีการตรวจสอบเรื่องโรคทั้งโรคเก่าและโรคอุบัติใหม่ เนื่องจากเกรงจะส่งผลกระทบต่อภาคการเลี้ยง แต่การขอลดขั้นตอนการตรวจสอบตามข้อเรียกร้องของสมาคมอาหารแช่เยือกแข็ง อาจเสี่ยงต่อการนำเข้าโรคกุ้ง รวมถึงช่วงนี้ราคากุ้งจากเอกวาดอร์ถูกกว่าประเทศไทยถึงกิโลกรัมละ 70 บาท เนื่องจากเป็นช่วงที่ราคากุ้งไทยที่กำลังขยับขึ้นในช่วงไฮซีซัน หลังจากราคาตกต่ำมาจากปัญหามาเลเซียแบนนำเข้ากุ้งก่อนหน้านี้

เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งเข้าใจดีถึงความจำเป็นของห้องเย็นทีต้องการนำเข้ากุ้งเพื่อรักษาฐานตลาด แต่ก็ขอความเห็นใจต่อเกษตรกรด้วย หากจะต้องมีการนำเข้าควรมีการหารือมาตรการป้องกันผลกระทบ ทั้งต่อราคากุ้ง และปริมาณรับซื้อของห้องเย็น เพื่อช่วยพยุงเกษตรกรที่ประสบปัญหาขาดทุนมาก่อนหน้านี้ โดยการกำหนดโควตารับซื้อ กำหนดสัดส่วนและราคารับซื้อผลผลิตกุ้งในประเทศ เหมือนกรณีถั่วเหลือง ซึ่งต้องมาหารือกันว่าจะใช้สัดส่วนซื้อในประเทศเท่าไร เพื่อแลกกับการนำเข้าปริมาณเท่าไร รวมถึงมาตรการประกันราคา หรือรับซื้อในราคาที่เหมาะสม

นายอภิชิต กล่าวเพิ่มเติมว่า ความอยู่รอดและการเติบโตอย่างยั่งยืนของอุตสาหกรรมกุ้งไทย จำเป็นต้องพึ่งพาความร่วมมือที่เกื้อหนุนกันอย่างแนบแน่นระหว่างเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงและผู้ประกอบการแปรรูปส่งออก จึงควรหารือกันในทุกภาคส่วน โดยเฉพาะเกษตรกร เพื่อหาข้อเสนอในการจัดทำ 'กรอบความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ร่วมกัน'  เพื่อสร้างกลไกที่ชัดเจน เป็นรูปธรรม และเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

สำหรับประเด็นขับเคลื่อนที่ควรระบุไว้ในกรอบการทำงาน ประกอบด้วย

1. มาตรการรับซื้อคู่ขนาน : กำหนดสัดส่วนการรับซื้อกุ้งจากเกษตรกรไทยให้สัมพันธ์กับโควตาการนำเข้า เพื่อเป็นหลักประกันว่าโรงงานจะดูดซับผลผลิตในประเทศอย่างต่อเนื่อง

2. กลไกราคาที่เป็นธรรม โดยอิงต้นทุนการผลิตเฉลี่ยที่รับรองโดยกรมประมง และเกษตรกรเป็นฐาน และต่อรองกับห้องเย็นให้ไปด้วยกันได้เป็นราคาประกันขั้นต่ำ หรือราคาชี้นำตลาด เพื่อป้องกันปัญหาการกดราคาในอนาคต

3. การแบ่งแยกตลาดอย่างเข้มงวด : วัตถุดิบนำเข้าต้องผ่านมาตรฐานอย่างเข้มงวดเท่าที่จำเป็น และใช้เพื่อแปรรูปส่งออกเท่านั้น โดยไม่กระจายเข้าสู่ตลาดภายในประเทศ ทั้งกุ้งสด กุ้งแช่แข็ง และกุ้งแปรรูป  และ4. คณะทำงานร่วมไตรภาคี : ขับเคลื่อนผ่านตัวแทน 3 ฝ่าย ได้แก่ สมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย ตัวแทนเกษตรกร และหน่วยงานรัฐ ที่เข้าใจภาพรวมของอุตสาหกรรม เป็นตัวแทนของกลุ่มคน หรือกลุ่มจังหวัดให้ครบทุกส่วนของประเทศ และสามารถทำงานร่วมกันได้จริง เพื่อร่วมกันบริหารอุตสาหกรรมร่วมกัน และปรับเปลี่ยนนโยบายได้อย่างยืดหยุ่น

โดยหลังจาก หารือกรอบเหล่านี้ลงตัวแล้ว จึงหารือเรื่องกฎระเบียบ หรือเงื่อนไขที่ทำให้อุตสาหกรรมเดินหน้าได้อย่างยากลำบากมีอะไรบ้าง แล้วร่วมกันพิจารณาปลดล็อคทีละส่วน โดยคำนึงถึงสุขภาพของอุตสาหกรรมกุ้งไทยเป็นสำคัญ

“ผมเชื่อว่าเราควรหาทางออกที่สร้างสมดุลกับอุตสาหกรรมให้ดีที่สุด โดยบริหารจัดการวัตถุดิบแบบบูรณาการ  นอกจากนี้ขออยากฝากถึงภาครัฐ โดยเฉพาะกรมประมง ขอให้เร่งแก้ปัญหามาเลเซียแบนกุ้งไทย ตั้งแต่ 1 มิถุนายน ซึ่งหลังจาก รมต.สุริยะบินไปเจรจา และบอกว่าจะสามารถเปิดด่านได้ภายใน 30 วัน แต่จนถึงวันนี้ยังไม่มีข้อสรุป ทำให้กุ้งไทยยังไม่สามารถส่งออกไปมาเลเซียได้ ซึ่งมาเลเซียถือเป็นหนึ่งในตลาดอาเซียนที่สำคัญของเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งตลาดหนึ่ง“