ปฏิวัติวงการยาง!! กยท. ร่วมเบลเยี่ยม รุกวิจัยเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เสริมคุณภาพพันธุ์ยาง เพิ่มรายได้ชาวสวนยาง

เกษตร8 ก.ย. 2566 • 01:07 น.
ปฏิวัติวงการยาง!!  กยท. ร่วมเบลเยี่ยม รุกวิจัยเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เสริมคุณภาพพันธุ์ยาง เพิ่มรายได้ชาวสวนยาง

ดร.กวีฉัฏฐ ศีลปพิพัฒน์ ประธานกรรมการการยางแห่งประเทศไทย พร้อมด้วย นายวีรวัฒน์  ยมจินดา นายสำเริง แสงภู่วงค์ กรรมการการยางแห่งประเทศไทย (กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ) และนายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ดร.กฤษดา  สังข์สิงห์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยยาง กยท. และผู้แทนสำนักงานที่ปรึกษาเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป ร่วมกับบริษัท Deroose Plants NV ประเทศเบลเยี่ยม ผนึกกำลังพัฒนางานวิจัยยางพารา ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นการวิจัยขยายพันธุ์ยางตามคำแนะนำของไทย ด้วยนวัตกรรมการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เสริมคุณภาพให้พันธุ์ยาง ฅเปิดกรีดได้เร็วและให้ปริมาณน้ำยางสูงขึ้นกว่า 30% มุ่งประโยชน์โดยตรงต่อชาวสวนยาง สร้างรายได้ และมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจภายใต้อุตสาหกรรมยางอย่างยั่งยืน ณ กรุงบรัสเซลล์ ร่วมเจรจาแลกเปลี่ยน

ดร.กวีฉัฏฐ เผยว่า ความร่วมมือกับบริษัท Deroose Plants NV ประเทศเบลเยี่ยม ผู้นำด้านเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชระดับโลก เป็นความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศ ซึ่ง กยท. มุ่งมั่นพัฒนางานวิจัยด้านต้นน้ำ โดยการศึกษาวิจัยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อด้วยพันธุ์ยางตามคำแนะนำของประเทศไทย ซึ่งเป็นนวัตกรรมในการผลิตต้นยางที่มีคุณภาพสูง ต้นยางจะมีความแข็งแรง เจริญเติบโตได้เร็ว สามารถเปิดกรีดได้เร็วขึ้นจากเดิม 1-2 ปี ช่วยเพิ่มผลผลิตยางพาราต่อไร่ของเกษตรกรให้สูงขึ้นตามเป้าหมายการดำเนินงานของ กยท. และยังสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการนำนวัตกรรมที่สามารถเสริมและเพิ่มรายได้โดยการสนับสนุนการเพิ่มประสิทธิภาพ และผลิตภาพของภาคการเกษตร

นายวีรวัฒน์ กล่าวว่า ความร่วมมือนี้ จะเป็นการปฏิวัติวงการยางพาราไทย เพื่อให้เกษตรกรชาวสวนยางได้มีรายได้และผลตอบแทนที่สูงขึ้น ซึ่งจะเป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ในเร็ววัน เพราะวันนี้ ได้มีการลงนามความร่วมมือกับบริษัทผู้นำด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชเกษตรที่มีประสบการณ์มามากกว่า 40 ปี และมีการขยายสาขาเพื่อศึกษา วิจัยทั้งในทวีปยุโรป อเมริกา และเอเชีย ดังนั้น การวิจัยและพัฒนา การผลิต และการใช้ประโยชน์ต้นยางพาราเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ จะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตยางพาราเฉลี่ยต่อไร่ให้สูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้ที่เพิ่มขึ้น หวังว่าการวิจัยและพัฒนาในครั้งนี้ จะเป็นแนวทางในการผลิตต้นยางที่มีคุณภาพ และเป็นประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้เป็นทางเลือกแก่เกษตรกรไทย

นายสำเริง กล่าวว่า งานวิจัยและการพัฒนาความร่วมมือในครั้งนี้ นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นในการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพันธุ์ยางไทยภายในประเทศ ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพอุตสาหกรรมการผลิตพืชให้สามารถเพิ่มปริมาณการผลิตต้นยางพาราที่มีคุณภาพในระยะเวลาอันรวดเร็ว และจะส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมยางพาราให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืน ตลอดจนเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถในเชิงการค้าในอนาคต

ด้านนายณกรณ์ กล่าวว่า สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวนของโลกในปัจจุบัน ส่งผลกระทบต่อผลผลิตและการเติบโตของต้นยางพารา กยท. ตระหนักและให้ความสำคัญในการวิจัยและพัฒนาต้นน้ำ เพื่อลดความเสี่ยงและสร้างโอกาส พร้อมทั้งเพิ่มทางเลือกในการพัฒนาคุณภาพต้นกล้ายางพาราให้มีประสิทธิภาพและผลิตภาพมากขึ้น โดยร่วมมือด้านงานวิจัยและพัฒนากับ บริษัท Deroose Plants NV ในการนำเทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อมาใช้กับพันธุ์ยางแนะนำของประเทศไทย 3 พันธุ์ ได้แก่ RRIM 600 PB 235 และ IRCA 825 และพันธุ์ยางอีก 2 พันธุ์ ได้แก่ IRCA 331 และ IRCA 230 มาทดสอบปลูกในประเทศไทย เพื่อประเมินศักยภาพของต้นยางที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนและถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับการปรับสภาพพืชเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อก่อนนำไปปลูก ถือเป็นการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านเทคนิค ให้มีความรู้และความเชี่ยวชาญมากยิ่งขึ้น  โดยเชื่อมั่นว่า ความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์โดยตรงต่อเกษตรกรชาวสวนยาง วงการยางพารา และส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยอย่างแน่นอน